ในบางลำน้ำที่เงียบงัน ยังมีเสียงเพรียกแห่งความรักซ่อนอยู่ใต้เกลียวคลื่น เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน แต่ฝังแน่นในชื่อบ้าน วัด และผืนดินที่ผู้คนเหยียบย่ำผ่าน เหมือนเงาที่ไหลไปกับกระแสน้ำ ไม่เคยย้อนคืน
เรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทย ณ ภาคกลางครั้งหนึ่งไม่มีผู้ใดจารึกไว้ในแผ่นหินหรือกระดาษ มีเพียงหัวใจของหญิงผู้หนึ่งที่เคยเดินตามบางสิ่งที่เธอรักยิ่งกว่าแม้ชีวิต หลงเหลือไว้เพียงรอยเท้าบนตลิ่ง และชื่อที่คนรุ่นหลังยังคงเรียกขานโดยไม่รู้ว่าครั้งหนึ่ง… เคยมีใครรออยู่ตรงนั้น กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องบางแม่หม้าย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องบางแม่หม้าย
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีชายหนุ่มสองพี่น้องรูปงาม เป็นที่เลื่องลือถึงความเพียบพร้อมทั้งความรู้ ความประพฤติ และอัธยาศัย
วันหนึ่ง ทั้งสองได้ยินคำร่ำลือถึงหญิงสาวผู้หนึ่ง อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านบางแม่หม้าย เป็นหญิงผู้โอบอ้อมอารี กิริยาอ่อนหวาน รูปงามน่าชื่นชม ต่างก็คิดใคร่จะไปพบ “พี่ชาย เราไปดูนางให้เห็นกับตาดีหรือไม่เล่า?”
“อืม… ใครเขาว่าหญิงบางแม่หม้ายผู้นั้น เพียบพร้อมนัก หากนางสมคำร่ำลือ เราจักมิรอรี”
ครั้นได้พบ ก็เป็นไปตามที่ลือจริง ๆ หญิงสาวผู้มีนามว่า นางขวัญคำ นั้นทั้งงามพร้อมด้วยจิตใจอ่อนโยน
“หม่อมฉันเป็นเพียงหญิงบ้านนา มิเคยคิดว่าผู้สูงศักดิ์จะมาไต่ถามน้ำใจเช่นนี้”
“ความดีมิได้อยู่ที่ชาติกำเนิดดอกนะขวัญคำ หากอยู่ที่ใจเจ้าต่างหาก”
ในที่สุด นางขวัญคำก็เอ่ยปากรับรักน้องชายผู้น้อง และทั้งสองตระกูลก็ตกลงใจจัดพิธีมงคลสมรสขึ้น
ครั้นถึงวันแต่ง ขบวนขันหมากก็ยกโดยเรือสำเภาใหญ่ ขบวนยาวเหยียด บรรจุข้าวของ เครื่องหมั้น หมากพลูและของดีต่าง ๆ มาครบถ้วน พร้อมทั้งวงมโหรีซึ่งรออยู่ที่บ้านบางซอ
“บ่าวทั้งปวง จัดเรือให้เรียบร้อยนะ วันนี้เราจะไปรับขวัญคำถึงบางแม่หม้าย”
วงมโหรีบรรเลงเพลงครึกครื้น เสียงระนาด ปี่ ซอ คลอเคล้าเสียงหัวเราะแห่งขบวนขันหมาก
“วันนี้เป็นวันดี มีแต่โชคลาภแลฤกษ์งาม ขบวนเราแล่นไปเป็นศรีมิ่งแน่แท้”
ขบวนแล่นผ่านน้ำกว้างใหญ่ มาถึงคุ้งแม่น้ำตอนหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเล่าว่าเป็นเขตน้ำลึก เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนัก
“เจ้านายพ่ะย่ะค่ะ… บริเวณนี้คนเก่าคนแก่เล่าว่ามีจระเข้อยู่ประจำ พายุมาเมื่อใด มักจะเกิดเรื่องใหญ่”
“มิเป็นไรดอก ฟ้าสดอยู่… จงแล ฟ้าไร้เมฆ”
แต่ฟ้ากลับพลิกตนทันใด เมฆทะมึนเคลื่อนรวดเร็ว พายุใหญ่พัดโหม คลื่นลมกระหน่ำใส่ลำสำเภา เสียงมโหรีขาดหาย เสียงคนร้องระงม
“โอ้ย! เรือจะล่มแล้ว!”
“จระเข้! จระเข้โผล่มาแล้ว!”
เงาดำขนาดใหญ่โผล่ขึ้นจากผิวน้ำ ตามมาด้วยเสียงแตกตื่น จระเข้พุ่งเข้าใส่เรือสำเภา และหนึ่งในนั้นคือเจ้าบ่าวน้องผู้น้อง ถูกคาบร่างออกไปท่ามกลางคลื่นลม
“ช่วยด้วย! ช่วยนายท่านของข้า!”
“มันคาบไปแล้ว! ว่ายขึ้นเหนือเร็วเหลือเกิน!”
ชาวบ้านที่รอดชีวิตได้แต่ยืนตะลึงงัน มองน้ำที่สงบลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
บริเวณนั้น ภายหลังจึงได้ชื่อว่า “บ้านสำเภาล่ม” หรือ “สำเภาทะลาย” ต่อมาเรียกกันจนเพี้ยนเสียงเป็น “บ้านสำเภาทอง” อย่างที่เห็นในแผนที่ปัจจุบัน

ฝ่ายหญิงเจ้าสาว นางขวัญคำ เมื่อถึงเวลารอรับขันหมาก จึงยืนทอดสายตาริมตลิ่ง ใจนึกตื่นเต้น ยิ้มเจื่อนอย่างสาวที่กำลังจะได้สมรสสมรัก
ทว่ายังไม่ทันได้ยินเสียงปี่ซอ ก็มีชาวบ้านผู้หนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาแต่ไกล
“แม่นาง! แม่นาง! เรือขันหมากล่มกลางน้ำ พวกเราเห็นเจ้าบ่าวถูกจระเข้คาบลอยตามน้ำไปทางเหนือ!”
นางเบิกตากว้าง น้ำตารื้นขึ้นในบัดดล
“หา? ท่านว่าอะไรนะ…ไม่จริง! ไม่จริง!”
แล้วนางก็วิ่งฝ่าผู้คนออกไปยังริมตลิ่ง ทอดตามองผืนน้ำอันเวิ้งว้าง กระแสน้ำยังคงหมุนวนคล้ายมีเงาสิ่งหนึ่งลอยไกลลิบอยู่เบื้องหน้า
“ข้าเห็นเขา! ข้าจำผ้าพันเอวผืนนั้นได้! เป็นเขาแน่ ๆ! ท่านพี่… ท่านพี่! รอข้าด้วย!”
นางขวัญคำวิ่งไปตามตลิ่งด้วยเท้าเปล่า เลือดซึมจากปลายเท้าก็ไม่อาจรั้งความเจ็บไว้ได้ ดวงตาของนางจ้องเพียงร่างนั้นที่กำลังลอยห่างออกไปเรื่อย ๆ
นางวิ่งไปจนถึงเนินตลิ่งหนึ่ง เมื่อร่างของชายอันเป็นที่รักค่อย ๆ ลับสายตาไปกับแสงแดดปลายบ่าย
นางหยุดลง หอบหายใจแรง น้ำตาหลั่งเป็นสาย “ที่ตรงนี้… ข้ามองไม่เห็นเขาอีกแล้ว…”
นับแต่นั้นมา ที่ตรงนั้นจึงได้ชื่อว่า “วัดบ้านสุด” เพราะเป็นที่ที่นางแลเห็นเจ้าบ่าวเป็นครั้งสุดท้าย
นางมิได้หมดหวัง ยังมุ่งหน้าต่อไปตามเส้นทางริมตลิ่ง ฝ่าหญ้าคม ฟากแดดร้อนแรง จนร่างอ่อนล้าไปถึงโคกหนึ่งกลางทาง
นางทรุดตัวลง นั่งพิงต้นไม้ใหญ่ หัวใจยังคงเต้นเพื่อคนที่อาจไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว
“ข้าจะหยุดมิได้… แม้เหนื่อยยิ่งนัก แต่ใจข้ายังตามไป… ท่านพี่ ข้าจะตามท่านไปให้ถึง”
ที่ตรงนั้นจึงได้ชื่อว่า “โคกนางอ่อน” ด้วยเป็นที่ที่นางหยุดพักด้วยร่างอันอ่อนแรง
เมื่อนางลุกขึ้นเดินต่อก็ไปถึง “โพนางเซา” ซึ่งชาวบ้านกล่าวขานว่านางหยุดยืนนิ่งอยู่นานนักที่นั่น เสมือนเซาหรือยั้งอยู่ด้วยความสิ้นหวัง แต่ยังมิยอมหยุดตามหา
นางขวัญคำได้ยินเสียงผู้คนร่ำลือว่า มีผู้พบเงาจระเข้ว่ายกลับลงไปทางทิศใต้ นางจึงตัดสินใจกลับเส้นทางเดิม ฝืนแรงกายที่อ่อนล้า เดินผ่านรอยเท้าตนเองในวันก่อน
“ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้ดวงใจข้าหายไปกับน้ำดอก แม้เงาของเขา… ข้าก็จักตามไป”
ในที่สุด นางก็เดินทางกลับมาถึงริมฝั่งแห่งหนึ่ง และพบศพร่างเจ้าบ่าวซึ่งถูกคลื่นซัดขึ้นมาเหนือน้ำ
นางร้องไห้ปานจะขาดใจ แล้วค่อย ๆ ก้าวเข้าไป ก้มกราบศพของชายผู้เป็นที่รักที่สุดในชีวิต “หากเราจักไม่ได้ครองคู่กันในโลกนี้ ขอให้เราได้พบกันในภพหน้าเถิด… ท่านพี่ ข้าจะทำพิธีส่งท่านอย่างสมเกียรติ”
นางขวัญคำจึงเชิญศพไปยังวัดใกล้เคียง ทำพิธีเผาศพตามประเพณี ที่วัดนั้นจึงถูกขนานนามว่า “วัดศพ”
ต่อมา เพื่อให้เหมาะแก่ชื่อเรียกในยุคหลัง จึงเปลี่ยนเป็น “วัดประสบสุข”
หมู่บ้านของนาง ซึ่งเคยเป็นเพียงชื่อเรียกจากผู้คนรอบข้าง ก็บัดนั้นถูกเรียกกันว่า “บ้านบางแม่หม้าย” ด้วยเหตุที่หญิงสาวต้องกลายเป็นหม้ายก่อนวันแต่งงาน
และเรื่องราวของความรักอันมั่นคงนี้ ก็ถูกเล่าขานเรื่อยมา จนกลายเป็นตำนานแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ในผืนแผ่นดินลุ่มน้ำภาคกลาง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักแท้มิได้จำกัดอยู่เพียงการได้ครองคู่ หรืออยู่ร่วมใต้ชายคา หากแต่คือหัวใจที่ภักดีต่อกัน แม้เมื่อชีวิตได้พลัดพรากจากไป
หญิงสาวในเรื่อง ไม่เพียงรักห่วงหา แต่ยังกล้าหาญที่จะเดินตามคนรักผ่านคลื่นลมแห่งโชคชะตา โดยไม่หวั่นต่อพายุหรือภัยจากธรรมชาติ แม้รู้ว่าชายอันเป็นที่รักอาจไม่มีลมหายใจหลงเหลือ นางก็ยังตามไปด้วยหัวใจที่มั่นคงเพียงเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ร่างของเขาในวาระสุดท้าย
เรื่องราวนี้จึงมิใช่เพียงนิทานแห่งความรัก แต่คือภาพแทนของความซื่อสัตย์ ความอดทน และการยอมรับความสูญเสียด้วยเกียรติของผู้ที่รักอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุดแม้เนื้อคู่จะไม่อาจสมหวังในชาตินี้ แต่ความรักของนางกลับกลายเป็นอมตะ ถูกจารึกไว้ในชื่อหมู่บ้าน ในวัด ในภูมิประเทศ และในหัวใจของผู้คนตราบจนทุกวันนี้
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องบางแม่หม้าย เป็นเรื่องเล่าพื้นบ้านที่สืบต่อกันมาในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของไทย โดยเฉพาะแถบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี และเพชรบุรี เรื่องนี้มีลักษณะเป็นตำนานประเภทที่เล่าขานเพื่ออธิบายที่มาของชื่อหมู่บ้าน วัด และสถานที่ต่าง ๆ ที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน เป็นนิทานที่เชื่อมโยงความรักกับภูมิศาสตร์อย่างแนบแน่น สะท้อนความผูกพันระหว่างผู้คนกับผืนแผ่นดินที่พวกเขาอาศัยอยู่
นิทานเรื่องบางแม่หม้าย เป็นตำนานพื้นบ้านที่มีต้นกำเนิดในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของไทย โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ครอบคลุมจังหวัดสมุทรสงคราม ราชบุรี และเพชรบุรีบางส่วน เรื่องเล่านี้ถือเป็นนิทานอธิบายชื่อสถานที่ (toponymic folktale) ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของนิทานพื้นบ้านไทย ที่เล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้สถานที่หนึ่ง ๆ ได้ชื่อเฉพาะที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
จากเนื้อหาในตำนานนิทานบางแม่หม้าย เชื่อมโยงกับสถานที่จริงหลายแห่ง เช่น บ้านบางซอ, บ้านสำเภาล่ม / สำเภาทอง, วัดบ้านสุด, โคกนางอ่อน, โพนางเซา, วัดศพ (ปัจจุบันคือ วัดประสบสุข), บ้านบางแม่หม้าย
โดยเนื้อเรื่องว่าด้วยหญิงสาวผู้มีรักมั่นคง ต้องกลายเป็นหม้ายก่อนเข้าพิธีแต่งงาน เพราะเจ้าบ่าวเสียชีวิตจากเหตุเรือสำเภาล่มและถูกจระเข้คาบร่างหายไปกลางน้ำ นางติดตามด้วยหัวใจเด็ดเดี่ยว จนหลายพื้นที่ที่นางเดินผ่าน ได้กลายเป็นหมู่บ้านและวัดที่มีชื่อเรียกตามเหตุการณ์นั้น
นิทานเรื่องนี้แม้จะเรียบง่าย แต่กลับกินใจยิ่งนัก เพราะมิได้เป็นเพียงเรื่องของความรักระหว่างชายหญิง หากแต่สะท้อนความซื่อสัตย์ ความพากเพียร และการยอมรับในโชคชะตาโดยไม่สิ้นศรัทธา ความรักของหญิงสาวแม้จะไม่ได้สมหวัง แต่กลับถูกจดจำและหลอมรวมเป็นชื่อสถานที่หลายแห่งที่ผู้คนยังใช้เรียกขานอยู่จนถึงปัจจุบัน ความงามของนิทานจึงมิได้อยู่แค่บทสรุปของความรัก แต่คือการเดินทางของหัวใจ ที่มิยอมถอยแม้เงาของความหวังจะจมหายไปกับกระแสน้ำก็ตาม
“บางรักจบที่ปลายทาง บางรักจบที่คำลา… แต่บางรักยังเดินต่อ แม้ปลายทางเหลือเพียงเงาและความว่างเปล่า”