นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ

ปกนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ

ในหุบเขาอันเงียบงัน มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากญี่ปุ่น ถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่งมีเสียงของความฝันดังก้องอยู่ข้างใน ท่ามกลางหิมะที่ไม่เคยละเว้นแม้ฤดูร้อน เสียงนั้นยังไม่เคยจาง ถึงแม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่บางครั้งหัวใจกลับยืดยาวกว่าเส้นทางใด ๆ ที่เท้าอาจไปไม่ถึง

และในโลกที่เต็มไปด้วยการล้ม การลุกขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมองเห็นคุณค่าของมันทันที บางคนต้องล้มหลายครั้งเกินจะนับ ก่อนจะรู้ว่า สิ่งมีค่าที่สุดไม่ใช่การยืนอยู่ตลอดไป แต่คือการลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง โดยที่หัวใจยังคงแน่วแน่เหมือนเดิม กับนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนยอดเขาหิมะในแคว้นฮิดะ มีกระท่อมไม้หลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในหุบเขาลึก ที่นั่น เด็กชายคนหนึ่งชื่อบูโด้ เขาเติบโตมากับเสียงขวานและกลิ่นไม้สนแห้ง

พ่อกับแม่ของเขาเป็นช่างแกะไม้ ทำตุ๊กตาพื้นบ้านขายให้พ่อค้าในเมืองเอโดะ แต่บูโด้มีฝันอีกอย่างหนึ่ง เขาอยากเป็นจิตรกรผู้วาดภาพที่ทำให้ผู้คนหยุดมอง เขาอยากไปเมืองใหญ่ อยากเห็นสีอื่นนอกจากขาวของหิมะและน้ำตาลของไม้

แต่ร่างกายของเขานั้นไม่แข็งแรงนัก บางวันก็ไอจนตัวงอ บางวันแค่เดินไปถึงเชิงเขาก็หมดแรงแล้ว

“วันหนึ่ง ข้าจะไปให้ถึงเอโดะ แล้ววาดภาพที่ทำให้ทั้งเมืองจดจำ” บูโด้บอกกับแม่ ขณะมือยังสั่นขณะจุ่มพู่กัน

แม่ยิ้มบาง ๆ พลางยื่นผ้าห่มให้เขา “ฝันใหญ่ไม่ผิดหรอกลูก แต่อย่าลืมดูแลร่างกายให้ทันฝัน”

ปีแล้วปีเล่า บูโด้พยายามฝึกวาด ฝึกฝืนใจไม่ให้ยอมแพ้ เขาเคยลองเดินออกจากหมู่บ้าน แต่พายุหิมะก็ทำให้ต้องย้อนกลับ เคยส่งภาพไปประกวด แต่ก็ไม่ได้แม้แต่คำตอบกลับมา

แล้ววันหนึ่ง ขณะที่ฤดูหนาวมาเยือนเร็วกว่าทุกปี บูโด้ล้มป่วยหนักจนขาไม่มีแรงจะยืน เขานอนนิ่งอยู่บนฟูกหลายสัปดาห์ ดวงตาที่เคยมุ่งมั่นค่อย ๆ หม่นลง

“ทำไมฝันถึงไกลนัก ทั้งที่ข้ายังจะพาข้าไปไม่ถึงปลายนาเลย…” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

ยายของเขา ซึ่งนั่งเหลาไม้เงียบ ๆ มาทั้งคืน เอ่ยขึ้นช้า ๆ ว่า “บูโด้เอ๋ย ลูกยังไม่เข้าใจหรือ ว่าคนเราจะลุกได้ ก็ต่อเมื่อกล้ายอมรับว่าตนล้ม”

บูโด้นิ่งฟัง นั่นเป็นครั้งแรกที่เขานึกถึงคำว่า “ล้ม” อย่างไม่ละอาย เขาล้มจริง ๆ ล้มทั้งฝัน ล้มทั้งร่าง และอาจล้มทั้งใจ

แต่ลึกลงไปในความเงียบงันของหิมะ บางสิ่งในตัวเขากำลังเริ่มลุกขึ้นใหม่

คืนนั้นเอง ขณะที่หิมะขาวโพลนตกปกคลุมหลังคาบ้าน บูโด้หลับตาและฝันไปไกล ในความฝันนั้น เขาเห็นชายชราผู้หนึ่ง นั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดเขา ท่ามกลางพายุหิมะ ไม่มีเสื้อผ้าหนา ไม่มีอาหาร ไม่มีแม้แต่ไม้เท้าค้ำ แต่กลับนั่งนิ่งอย่างสงบ

“เจ้าล้มแล้วหรือ?” ชายชราถาม โดยไม่ลืมตา

“ข้า… ลุกไม่ไหว” บูโด้ตอบอย่างยอมรับ

“ผู้ที่ลุกไม่ได้ ไม่ใช่เพราะขา แต่เพราะใจยังไม่ตื่น”

บูโด้มองดูชายผู้นั้นอีกครั้ง แม้ไม่มีแขน ไม่มีขา แต่มีดวงตาคู่หนึ่งที่แน่วแน่ และเปล่งประกายท่ามกลางหิมะ ความอบอุ่นแผ่กระจายจากใจของเขา ไม่ใช่จากกาย

ท่านคือพระโพธิธรรม หรือที่ผู้คนเรียกว่าพระดารุมะ นักบวชผู้เดินทางไกลเพื่อปลุกจิตใจผู้คนให้ตื่นรู้

เมื่อบูโด้ตื่นจากฝัน เช้าวันใหม่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ต่างไป เขาหยิบไม้เนื้ออ่อนจากกองเศษไม้ของยาย มาแกะสลักอย่างช้า ๆ เขาสลักใบหน้าทรงกลม ไม่มีแขน ไม่มีขา และวาดดวงตาเพียงข้างเดียว

ใต้ฐานตุ๊กตา เขาเขียนไว้ด้วยพู่กันเส้นเล็ก “ล้มเจ็ดครั้ง ลุกแปดครั้ง” (七転び八起き / Nanakorobi yaoki)

เขายิ้มเล็ก ๆ และบอกกับตัวเอง “ข้าอาจจะยังวาดภาพใหญ่ไม่ได้ แต่ข้าจะเริ่มจากภาพเล็กนี้ ภาพของหัวใจที่ไม่ยอมแพ้”

ตุ๊กตาตัวเล็กในมือของเขา ไม่ได้ขยับ ไม่ได้พูด แต่ดวงตาข้างเดียวนั้นจ้องเขาอย่างมั่นคง
บูโด้ไม่รู้หรอกว่า วันหนึ่ง ตุ๊กตานั้นจะเดินทางไกลกว่าฝันของเขา

แต่ในตอนนั้น เขาแค่เริ่มเข้าใจ ว่าการล้มลง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการลุกขึ้นใหม่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ 2

ฤดูหนาวปีนั้นยาวนานกว่าทุกปี แต่ภายในกระท่อมไม้ของบูโด้ ไฟอุ่นของใจยังไม่มอดดับ
เขาเริ่มแกะตุ๊กตาดารุมะทีละตัว ทีละตัว รูปร่างกลม ไม่มีแขนขา แต่ทุกตัวมีดวงตาข้างเดียว และข้อความใต้ฐานที่เหมือนกัน “七転び八起き – ล้มเจ็ดครั้ง ลุกแปดครั้ง”

วันหนึ่ง หญิงชราผู้หนึ่งจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาหาบูโด้ พร้อมขอซื้อดารุมะตัวหนึ่งให้หลานสาว

“เขาไม่ยอมไปโรงเรียน เพราะกลัวจะพูดผิดหน้าชั้น” หญิงชราว่า “เจ้าเขียนตาให้ดารุมะ แล้วขอพรให้เขากล้าลุกขึ้นอีกครั้งเถิด”

บูโด้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวาดดวงตาข้างซ้ายลงบนตุ๊กตา แล้วส่งให้หญิงชรา “บอกเขานะ ว่าข้าจะวาดตาอีกข้างให้… เมื่อเขาไปโรงเรียนได้ครบเจ็ดวัน”

หลังจากนั้น ผู้คนเริ่มรู้จักตุ๊กตาดารุมะของบูโด้ว่าเป็นตุ๊กตาแห่งการไม่ยอมแพ้ ทุกคนที่มีเป้าหมาย จะมาขอให้เขาวาดตาข้างหนึ่งให้ และเมื่อทำได้สำเร็จ จะกลับมาให้เขาเติมตาอีกข้าง

วันหนึ่ง เด็กหญิงคนหนึ่งชื่อมิโอะ มาหาบูโด้พร้อมแม่ ร่างกายของมิโอะผอมบาง สีหน้าซีดเซียว เธอป่วยด้วยโรคที่ทำให้วิ่งเล่นไม่ได้เหมือนเด็กคนอื่น “หนูอยากกลับไปเล่นดนตรีอีกครั้ง แต่หมอบอกว่าอาจต้องหยุดฝันไว้ก่อน” มิโอะพูดด้วยเสียงเบา

“ถ้าให้หนูเลือกได้ หนูอยากฝืน” บูโด้พยักหน้า แล้วหยิบตุ๊กตาดารุมะตัวหนึ่งขึ้น

เขาวาดตาข้างเดียวให้ แล้วยื่นให้เธออย่างช้า ๆ “หากข้าเขียนตาให้เจ้าวันนี้ เจ้าจะสัญญาไหม ว่าจะเติมอีกข้างด้วยมือตัวเอง?”

“สัญญา” เด็กหญิงตอบเสียงหนักแน่น “ถึงจะล้มอีกกี่ครั้ง ข้าก็จะลุก… จนกว่าจะไปถึง”

กาลเวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน บ้านไม้ของบูโด้ยังคงตั้งอยู่ริมหุบเขา แต่เจ้าของบ้านนั้น ผมหงอกเต็มศีรษะ และมือที่เคยแข็งแรงก็ค่อย ๆ สั่นลงตามวัย

เขาแกะสลักตุ๊กตาดารุมะได้น้อยลง แต่กลับมีผู้คนแวะเวียนมาหาเขามากขึ้น เด็ก ๆ, พ่อค้า, ชาวนา, คนเดินทาง พวกเขามากันพร้อมตุ๊กตาตาเดียว และกลับออกไปพร้อมใจที่มีหวัง

บูโด้ไม่เคยได้ออกจากหมู่บ้านเลย แต่ดารุมะของเขาเดินทางไปไกล ถึงเอโดะ ถึงเมืองท่าถึงต่างแคว้น

ทุกที่ที่มันไป ตุ๊กตานิ่งเงียบนั้นเตือนผู้คนว่า การล้มไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือคำเชิญให้ “ลุกขึ้นอีกครั้ง”

ในบ่ายวันหนึ่งขณะหิมะโปรยบาง ๆ บูโด้ที่แก่ชรากำลังแกะสลักดารุมะตัวสุดท้าย เขาวาดดวงตาเพียงข้างเดียวเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้ตั้งใจให้ใครมาเติม

เขาวางมันไว้ข้างหัวเตียง แล้วเอนตัวลงนอนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า เขาหลับตาลงในวันที่ใจยังอุ่น และความหวังของเขายังเดินต่อในคนรุ่นถัดไป

ไม่นานหลังจากนั้น หญิงสาวคนหนึ่งเดินทางไกลมาถึงกระท่อม

เธอคือมิโอะในวัยผู้ใหญ่ มือของเธอมั่นคง น้ำเสียงของเธออ่อนหวาน เธอเป็นครูสอนดนตรี และมีตุ๊กตาดารุมะใบเก่าเก็บอยู่บนโต๊ะทำงาน

เมื่อเธอเห็นตุ๊กตาที่ไร้ตาข้างขวา เธอรู้ได้ทันทีว่า มันคือของขวัญสุดท้ายจากบูโด้

เธอหยิบพู่กันขึ้นมา และวาดดวงตาข้างสุดท้ายให้มันอย่างเงียบงัน

“ข้ารู้แล้ว ว่าดารุมะไม่ได้มีไว้ขอพร แต่มีไว้เตือนใจ… ว่าความหวังไม่ใช่สิ่งที่รออยู่ แต่คือสิ่งที่เราลุกขึ้นไปหา” เธอยิ้มทั้งน้ำตา

ในหุบเขาที่หิมะไม่เคยหยุดตก ดารุมะตัวหนึ่งยังคงตั้งอยู่ เต็มสองตา ราวกับจ้องมองท้องฟ้า และรอคอยใครบางคน ที่พร้อมจะลุกขึ้น… เป็นครั้งที่แปด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยอุปสรรค ความฝันที่ดูไกลเกินเอื้อม หรือวันที่เรารู้สึกหมดแรงจะเดินต่อ แต่หากหัวใจยังไม่ยอมแพ้ การล้มก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย กลับเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต เพราะทุกครั้งที่เราลุกขึ้นหลังความล้มเหลว เรากำลังสร้างตัวเราให้แข็งแกร่งขึ้นและเข้าใกล้ความฝันอีกนิดหนึ่ง เหมือนตุ๊กตาดารุมะที่ไม่ว่าจะล้มกี่ครั้ง ก็จะลุกขึ้นมาได้เสมอ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานตุ๊กตาดารุมะ (อังกฤษ: The Legend of Daruma doll) เป็นนิทานพื้นบ้านประเทศญี่ปุ่น นิทานเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ตุ๊กตาดารุมะ” ซึ่งเป็นตุ๊กตาไม้ญี่ปุ่นทรงกลมสีแดงที่ไม่มีแขนขา มีต้นกำเนิดจากภาพลักษณ์ของพระโพธิธรรม (Bodhidharma) พระภิกษุผู้เผยแผ่แนวคิดเซน และเป็นสัญลักษณ์ของความพากเพียร มุ่งมั่น และการไม่ยอมแพ้

ตามตำนานพระโพธิธรรมได้นั่งสมาธิเป็นเวลานานหลายปีเพื่อฝึกจิต จนแขนขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ตุ๊กตาดารุมะจึงถูกออกแบบให้ไม่มีแขนขา และมีลักษณะล้มแล้วลุกกลับขึ้นมาได้เสมอ สื่อถึงคำสอนสำคัญที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักกันดีว่า “ล้มเจ็ดครั้ง ลุกแปดครั้ง” (七転び八起き / Nanakorobi yaoki)

ในนิทานฉบับนี้ เรานำแนวคิดนั้นมาถ่ายทอดผ่านตัวละครบูโด้ เด็กชายชาวบ้านในหุบเขาฮิดะ ซึ่งแม้จะมีร่างกายอ่อนแอ แต่กลับมีหัวใจที่เข้มแข็ง เมื่อเขาล้มลง เขาไม่ยอมแพ้ แต่กลับเปลี่ยนความล้มเหลวนั้นให้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

นิทานจึงไม่ได้เล่าเพียงตำนานของตุ๊กตา แต่เป็นการตีความใหม่ให้เข้าถึงใจเด็กและเยาวชน ผ่านเรื่องราวของการเติบโต ความหวัง และพลังในการ “ลุกขึ้นอีกครั้ง” ด้วยตัวของเราเอง

“ไม่ใช่ทุกฝันจะสำเร็จตามทางเดิม แต่หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ จะหาทางใหม่เสมอ”