ในโลกที่ทุกคนต่างตามหาความสุข บางคนมองว่าความร่ำรวยจะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง แต่บางคนกลับพบว่า ความสุขนั้นไม่อาจซื้อได้ด้วยเงินทอง ทุกชีวิตมีเส้นทางที่แตกต่างกัน บางคนมีทุกสิ่งแต่กลับรู้สึกเหงา
ในขณะที่บางคนอาจไม่มีสิ่งใดมากมาย แต่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรักจากคนรอบข้าง เรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทยจากแดนเหนือของสองชายที่มองความสุขต่างกันนี้ จะช่วยเปิดเผยว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นคืออะไร… กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องเศรษฐีกับยาจก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องเศรษฐีกับยาจก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนาและป่าเขียวขจี มีชายสองคนเป็นเพื่อนรักกัน ชายคนแรกเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวย เขามีทรัพย์สมบัติและเงินทองมากมาย แต่เขาไม่เคยมีครอบครัว มีเพียงบ้านหลังใหญ่และทรัพย์สินมากมายเท่านั้น
ส่วนชายคนที่สองเป็นยาจกที่มีครอบครัว ภรรยาและลูก ๆ แต่เขามีฐานะยากจน ไม่สามารถหามั่งมีได้เหมือนกับเพื่อนเศรษฐี แต่กลับมีความสุขและอบอุ่นในครอบครัว มีคนรักและคนคอยดูแล เขาไม่เคยรู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยว
วันหนึ่ง เมื่อทั้งสองนั่งคุยกันในสวนหลังบ้านของเศรษฐี ชายเศรษฐีพูดขึ้นว่า “เจ้ามีภรรยาและลูก ๆ ก็จริง แต่ข้าไม่เคยอิจฉาเจ้าหรอก เพราะแม้เจ้าจะมีครอบครัว แต่ข้ากลับมีทรัพย์สมบัติและเงินทองที่ไม่มีวันหมด ข้าไม่เคยต้องทำอะไรเลยนอกจากใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย”
ชายยาจกฟังคำพูดของเพื่อนแล้วตอบกลับไปอย่างใจเย็นว่า “ข้าขอบคุณที่เจ้าพูดแบบนั้น แต่ข้าไม่เคยอิจฉาเจ้าเหมือนกัน ถึงแม้ข้าจะยากจน แต่ข้ากลับมีสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือครอบครัว ข้าทำงานหนักทุกวัน แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ข้าก็มีคนที่รักและดูแล ข้ารู้ว่าข้าไม่ต้องอยู่คนเดียว ข้ามีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ ที่มี”
เศรษฐีได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะและพูดว่า “แต่บ้านข้ามีทุกสิ่งทุกอย่างที่บ้านเจ้าไม่มี เจ้าต้องทำงานทุกอย่างเอง ไม่มีคนช่วยดูแล มันลำบากนะ”
ทั้งสองคนจึงต่างเห็นว่าตัวเองมีชีวิตที่ดีและสุขสบายกว่าอีกฝ่าย จึงตกลงกันว่าจะไปเยี่ยมบ้านของแต่ละคน เพื่อที่จะดูว่าใครจะมีชีวิตที่ดีจริง ๆ
วันรุ่งขึ้น ชายคนที่สองไปเยี่ยมบ้านของเศรษฐี เมื่อเขาเดินเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ เขาเห็นทรัพย์สมบัติทุกอย่างที่เศรษฐีมี มีทั้งทองคำ ทรัพย์สินและเครื่องประดับต่าง ๆ แต่อย่างที่เขาคิดไว้ เศรษฐีก็ต้องทำทุกอย่างเอง ทั้งทำอาหารและดูแลบ้าน ไม่มีผู้ใดช่วยเขาเลย
ชายยาจกมองไปแล้วก็รู้สึกเห็นใจเพื่อน เขาคิดในใจว่า “เศรษฐีมีเงินทองมากมาย แต่กลับไม่มีใครคอยช่วยเหลือและดูแลเขาเลย เขาต้องทำทุกอย่างเอง ไม่มีความสุขอย่างที่คิด”
หลังจากนั้น วันถัดไปเศรษฐีก็ไปเยี่ยมบ้านของชายคนที่สอง ที่บ้านของยาจกนั้นไม่หรูหรา มีเพียงบ้านไม้เล็ก ๆ ที่เรียบง่าย แต่สิ่งที่เศรษฐีเห็นคือภาพของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ลูก ๆ ของชายคนที่สองวิ่งไปมา กวาดบ้าน ปรุงอาหาร ดูแลพ่อแม่อย่างใกล้ชิด ชายคนที่สองนั่งอยู่ท่ามกลางลูกหลาน เขาพูดคุยกับพวกเขาด้วยความรักและความสุข
เศรษฐีรู้สึกตกใจที่เห็นว่า “ชายคนที่สองแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เขานั่งเฉย ๆ และพูดคุยกับลูก ๆ ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างถูกดูแลโดยลูกหลานเขาทั้งหมด”
ตอนเวลามื้ออาหาร ลูก ๆ ของชายคนที่สองยังคอยอุ้มพ่อแม่ไปกินข้าว พวกเขาทำทุกอย่างให้ พอหลังจากกินข้าวเสร็จ ชายคนที่สองบ่นว่าเขาหนาว ลูก ๆ ก็ย้ายสำรับไปไว้หน้าบ้านและอุ้มพ่อแม่ไปกินข้าวข้างนอก แล้วหลังจากนั้น เขาก็บ่นว่าเขาร้อน ลูก ๆ ก็ย้ายข้าวกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง
ท่ามกลางเสียงหัวเราะและการดูแลเอาใจใส่จากลูกหลาน ชายคนแรกมองเห็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเริ่มรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ยากจนแต่เต็มไปด้วยความรักของบ้านหลังเล็กนี้
เมื่อมื้ออาหารเสร็จสิ้น ชายยาจกหันมาพูดกับเศรษฐีว่า “เจ้ารู้หรือยังว่าใครมีชีวิตที่สุขสบายที่สุด? ข้าสุขสบายที่สุด เพราะข้าไม่ต้องทำอะไรเลย ลูกหลานคอยช่วยดูแลข้าทุกอย่าง ข้าก็เหมือนกษัตริย์ที่มีบริวารคอยรับใช้ส่วนเจ้า มีเงินทองมากมายแต่ต้องเหนื่อยทำทุกอย่างเอง ข้าไม่เคยอิจฉาเจ้าเลย เพราะข้าได้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือความรักจากครอบครัว”
ทั้งเศรษฐีและยาจกต่างก็ยิ้มและรู้ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้วัดจากทรัพย์สินหรือเงินทอง แต่จากการมีครอบครัวที่รักและดูแลกันและกัน

ในตอนท้ายของมื้ออาหาร ชายยาจกนั่งข้างโต๊ะอย่างผ่อนคลาย ขณะที่ลูก ๆ คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ชายคนแรกนั่งมองอย่างตะลึง เขาเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างชีวิตของเขากับชายยาจกอย่างชัดเจน
“ข้าเคยคิดว่าความสุขอยู่ที่การมีทรัพย์สมบัติ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นเลย” เขาคิดในใจ
เขาเริ่มมองเห็นว่า แม้เขาจะร่ำรวยและมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่กลับไม่มีใครคอยดูแลเขา ไม่มีใครให้ความรัก และเขาต้องทำทุกอย่างเอง ส่วนชายคนที่สอง แม้จะยากจน แต่กลับมีครอบครัวที่รักและเอาใจใส่ ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและไม่เคยต้องทำอะไรลำพัง
เศรษฐีเริ่มตระหนักว่า “เงินทองและทรัพย์สมบัติไม่ได้เติมเต็มความสุขที่แท้จริง” เขารู้สึกว่าแม้เขาจะมีทุกอย่างในโลก แต่สิ่งที่เขาขาดหายไปคือความสัมพันธ์และความรักจากคนในครอบครัว
“ข้ารู้แล้วว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากทรัพย์สมบัติ แต่เป็นการมีคนที่รักและดูแลเราในทุกช่วงเวลาของชีวิต” ชายยาจกคิดในใจ
วันต่อมา ชายเศรษฐีกลับไปบ้านของตนด้วยความคิดที่เต็มไปด้วยการทบทวน เขามองบ้านของตนที่มีทรัพย์สมบัติเต็มบ้าน แต่กลับไม่รู้สึกเหมือนกับเมื่อก่อน ความรู้สึกของเขาคือความเหงาและว่างเปล่า
เขาคิดว่า “ข้าจะทำอย่างไรดี? ข้าจะไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ แต่ข้าจะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร”
วันหนึ่ง เขาเดินไปหาชายยาจกที่บ้านเล็ก ๆ ที่มีลูกหลานวิ่งเล่นอย่างมีความสุข ชายยาจกยิ้มและต้อนรับเขาด้วยความอบอุ่น ขณะที่ลูก ๆ ของเขากำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน ชายคนแรกได้ตัดสินใจว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเอง
“ข้าจะไม่ใช้ชีวิตอย่างเดิม ข้าจะเริ่มจากการให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว และพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ข้าจะไม่หันไปมองแค่ทรัพย์สิน แต่จะมองหาความสุขจากสิ่งที่มี”
จากวันนั้นเป็นต้นมา ชายเศรษฐีเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวและดูแลคนที่รัก แม้ว่าเขายังมีทรัพย์สมบัติอยู่ แต่เขาก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาอีกต่อไป
ชายคนแรกกลายเป็นคนที่มองเห็นคุณค่าของครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ดี และรู้ว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การมีคนรักและการดูแลกันในทุก ๆ วัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากทรัพย์สมบัติหรือความร่ำรวย แต่เกิดจากการมีครอบครัวที่รักและดูแลกัน แม้ว่าเราจะมีทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แต่หากขาดความสัมพันธ์และความอบอุ่นจากคนที่เรารัก ก็อาจทำให้ชีวิตรู้สึกว่างเปล่าและขาดความสุข การมีคนรักและคอยดูแลในทุกๆ ยามต่างหากที่ทำให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความหมาย
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคเหนือเรื่องเศรษฐีกับยาจก สะท้อนถึงแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของคนในสังคมโบราณเกี่ยวกับการเปรียบเทียบระหว่างความร่ำรวยกับความสุขที่แท้จริง เรื่องราวนี้อาจได้รับแรงบันดาลใจจากการที่ผู้คนมักมองว่าความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุข แต่ในบางกรณีกลับพบว่าความรัก ความสัมพันธ์และการดูแลจากครอบครัวสำคัญยิ่งกว่า
ในสังคมเกษตรกรรมและชนบทที่ผ่านมา ชีวิตครอบครัวมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมันเป็นเครื่องมือในการรักษาความสมดุลของสังคมและสร้างความอบอุ่นในครอบครัว แม้จะมีความยากจน แต่ความรักจากคนในครอบครัวมักนำมาซึ่งความสุขที่ไม่สามารถวัดด้วยเงินทอง
นิทานเศรษฐีกับยาจกยังสะท้อนถึงแนวคิดในหลาย ๆ วัฒนธรรมที่เน้นการให้ความสำคัญกับการมีครอบครัวและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากกว่าความมั่งคั่งทางการเงิน หรืออาจจะมาจากการตระหนักถึงข้อแตกต่างระหว่างทรัพย์สินภายนอกและความสุขภายใน
นิทานเรื่องนี้อาจมีที่มาจากคำสอนหรือการสังเกตในสังคมที่ต้องการให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของความรักในครอบครัวและการดูแลเอาใจใส่กัน มากกว่าการมุ่งหวังแค่ความร่ำรวยทางการเงิน
“การอยู่ลำพังทำให้ต้องเหนื่อยและทำทุกอย่างเอง แต่หากมีครอบครัวดี เหมือนกษัตริย์ที่มีลูกหลานคอยดูแล ไม่ต้องทำอะไรเองก็ยังมีความสุข”