ดวงอาทิตย์แห่งออสเตรเลียแผดเผาผืนดิน ทอดเงาลงบนแม่น้ำใสสะอาดที่หล่อเลี้ยงสัตว์ทุกตัวในป่า สรรพชีวิตดำรงอยู่ด้วยสมดุลของธรรมชาติ น้ำหลั่งไหลตามฤดูกาล ไม่มีผู้ใดครอบครองมันไว้เพียงผู้เดียว
แต่แล้ว ในเช้าวันหนึ่งกลับมีตำนานนิทานพื้นบ้านสากล ณ ดินแดนออสเตรเลีย เล่าขานถึงสายน้ำกลับเหือดแห้งโดยไม่มีใครคาดคิด ดินแตกระแหง หญ้าเหี่ยวเฉา และสัตว์ทั้งหลายเริ่มกระวนกระวาย ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะดวงอาทิตย์ ไม่ใช่เพราะฤดูกาล แต่เพราะความกระหายของเพียงหนึ่งเดียว… กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องกบยักษ์ทิดดาหลิก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องกบยักษ์ทิดดาหลิก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนอันกว้างใหญ่ของออสเตรเลีย แม่น้ำ ลำธาร และบ่อน้ำเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ทุกตัวอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ดื่มกินจากสายน้ำที่หล่อเลี้ยงแผ่นดิน
แต่เช้าวันหนึ่งกบยักษย์ทิดดาหลิก (Tiddalik) กบตัวใหญ่ที่สุดในดินแดน ตื่นขึ้นมาด้วยความกระหายอย่างรุนแรง กระหายจนไม่อาจทนได้ “ข้าต้องดื่มน้ำ… ข้าต้องดื่มมากกว่านี้!”
ทิดดาหลิกก้าวเข้าไปในลำธาร อ้าปากกว้างและกลืนกินสายน้ำเข้าไปจนลำธารแห้งเหือด แต่ยังไม่พอ มันกลิ้งตัวไปที่บึงน้ำแล้วดูดกลืนน้ำทั้งหมด จนพื้นดินแตกระแหง
สายน้ำไหลเข้าสู่ปากของมันไม่หยุด ราวกับว่ามันไม่มีที่สิ้นสุด
ในเวลาไม่นาน แม่น้ำทั้งสายก็เหือดแห้งไป เหลือเพียงร่องน้ำที่แตกระแหงภายใต้ดวงอาทิตย์ร้อนแรง สัตว์ทุกตัวเริ่มเดือดร้อน พวกมันออกเดินทางไกลเพื่อหาน้ำดื่ม แต่ไม่ว่าที่ใด น้ำก็หายไปหมด
“เกิดอะไรขึ้นกับสายน้ำของเรา?” นกคูกาบาร์ราร้องถาม
“ใครเป็นคนขโมยน้ำของเรา?” ตัวกินมดพึมพำ
เมื่อพวกมันตามรอยความแห้งแล้งไป ก็พบว่าผู้กระทำผิดคือทิดดาหลิก… กบที่พุงป่องแน่นไปด้วยน้ำของทั้งป่า
สรรพสัตว์มองมันด้วยความตกตะลึง
“เราต้องเอาน้ำกลับคืนมา!” วอมแบตประกาศ
สัตว์ทั้งหมดประชุมกัน พวกมันรู้ว่ากบตัวใหญ่ได้กักเก็บน้ำไว้ในท้องของมันเอง และไม่มีทางปล่อยออกมาได้ง่าย ๆ
“เราจะทำอย่างไรดี?” ตัวกินมดถอนหายใจ
นกคูกาบาร์ราขยับปีก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตะโกนขึ้นมาอย่างตื่นเต้น “ข้ารู้แล้ว! เราต้องทำให้มันหัวเราะ!”
สัตว์ทั้งหลายพยักหน้าตามกัน หากทิดดาลิกหัวเราะ มันอาจเผลอปล่อยน้ำทั้งหมดออกมา
“ข้าเอง!” เอคิดนา (Echidna ตัวกินมดมีหนาม) กล่าวมันกลิ้งตัวลงมาจากก้อนหิน หมุนไปมาจนพุงของมันกระแทกกับพื้น
สัตว์บางตัวหลุดขำ แต่ทิดดาหลิกยังคงบึ้งตึง ไม่แม้แต่จะยิ้ม
“ข้าจะลองบ้าง!” คูกาบาร์ราส่งเสียงหัวเราะที่ดังที่สุดในชีวิตของมัน เสียงหัวเราะของมันก้องไปทั่วหุบเขา จนสัตว์อื่น ๆ ขำกลิ้งกันหมด
แต่ทิดดาหลิก ไม่แม้แต่จะขยับปาก
“ข้าจะลอง!” วอมแบตก้าวออกมา มันเต้นด้วยขาสั้น ๆ ของมัน หมุนตัวอย่างตลกขบขัน
สัตว์ทั้งหลายระเบิดเสียงหัวเราะ แต่ทิดดาลิก ยังคงนิ่งเงียบ
พวกมันเริ่มหมดหวัง… ถ้าทิดดาลิกไม่ยอมปล่อยน้ำออกมา โลกอาจต้องแห้งแล้งตลอดไป

เสียงหัวเราะเงียบลง สัตว์ทั้งหลายเริ่มท้อแท้ พวกมันพยายามทุกอย่างแล้ว แต่ทิดดาลิกยังคงแน่นิ่ง ดวงตาของมันเรียบเฉย ไม่แม้แต่จะกระตุกยิ้ม
“เราคงไม่มีวันได้สายน้ำคืนมาแล้ว…” วอมแบตถอนหายใจ บางตัวเริ่มคิดว่าต้องเดินทางไกลเพื่อหาน้ำที่ยังเหลืออยู่ แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ว่าจะพบมันที่ใดก็ตาม
แต่แล้ว… เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น เสียงนกร้องเลียนแบบเสียงหัวเราะของคูกาบาร์รา “ข้าจะลองดู!”
สัตว์ทั้งหลายหันไปมอง Lyrebird (นกไลเออร์เบิร์ด) ก้าวออกมาอย่างมั่นใจ มันกระพือปีกแล้วเริ่มทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด…
มันล้อเลียนท่าทางของทุกตัวที่พยายามมาก่อนหน้า!
มันกลิ้งตัวเหมือนเอคิดนา แต่ดูกลมกลิ้งกว่าจนเกือบจะหลุดออกจากเนิน
มันหัวเราะแบบคูกาบาร์รา แต่เสียงของมันสูงปรี๊ดผิดจังหวะจนฟังดูตลก
มันเต้นแบบวอมแบต แต่ขยับแบบเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนจะล้มลงทุกเมื่อ
สัตว์ทั้งป่าหัวเราะกันจนตัวสั่น แม้แต่สัตว์ที่ท้อแท้ไปแล้วก็ต้องยิ้มออกมา
ทิดดาหลิก มองนกตัวเล็ก ๆ ที่ทำท่าทางเงอะงะอยู่ตรงหน้า มันพยายามข่มความรู้สึกขำ แต่ท้องของมันที่แน่นอึดอัดไปด้วยน้ำกลับสั่นไหว
และแล้ว… เสียงหัวเราะแรกของมันก็ดังออกมา “ว๊าก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก๊าก!”
เมื่อเสียงหัวเราะของทิดดาหลิกขึ้น น้ำที่มันกักเก็บไว้พุ่งออกมาราวกับน้ำพุแตก
แม่น้ำที่เหือดแห้งกลับไหลแรงอีกครั้ง ลำธารเต็มเปี่ยม และบ่อน้ำกลับมาสะท้อนแสงแดดอย่างงดงาม สัตว์ทั้งหลายร้องตะโกนด้วยความดีใจ พวกมันวิ่งไปที่แหล่งน้ำเพื่อดื่มกินหลังจากต้องทนทุกข์จากความแห้งแล้งมายาวนาน
ทิดดาหลิกมองดูน้ำที่มันปล่อยออกมา หญ้ากลับมาเขียวขจี ป่ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่มันไม่ได้รู้สึกเสียใจเลย… กลับกัน มันรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด
“ข้าเข้าใจแล้ว…” ทิดดาหลิกพึมพำ “การกักเก็บสิ่งดี ๆ ไว้กับตัวเอง ไม่ได้ทำให้ข้ามีความสุข… แต่การแบ่งปันต่างหาก ที่ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์”
ตั้งแต่นั้นมา ทิดดาหลิกไม่เคยกลืนน้ำทั้งหมดไว้เพียงลำพังอีกเลย
สัตว์ทุกตัวในป่าจดจำเรื่องราวของมัน ตำนานของกบผู้ดื่มน้ำจนหมด และเรียนรู้ว่าความโลภไม่เคยนำมาซึ่งความสุข
และแม่น้ำแห่งออสเตรเลียก็ไหลผ่านแผ่นดินต่อไป ดั่งเสียงหัวเราะของธรรมชาติที่ไม่มีวันเหือดแห้งอีกเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความโลภไม่ได้ทำให้เจ้ามีความสุข แต่มันทำให้ทุกสิ่งรอบตัวแห้งแล้ง แม้แต่หัวใจของเจ้าเอง” ทิดดาหลิกดื่มน้ำทั้งหมดเพราะต้องการเติมเต็มความกระหายของตัวเอง แต่สุดท้ายกลับทำให้แผ่นดินแห้งแล้งและทุกชีวิตเดือดร้อน เมื่อมันเลือกแบ่งปันแทนที่จะกักเก็บ ความสมดุลก็กลับคืนมา
“สิ่งที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าครอบครองไว้คนเดียว แต่คือสิ่งที่เจ้ามอบให้แก่ผู้อื่น” น้ำที่ทิดดาลิกกักไว้ไม่ได้ทำให้มันอิ่มเอม แต่กลับทำให้มันแน่นอึดอัดและไร้ความสุข เมื่อมันหัวเราะและปล่อยน้ำออกมา มันจึงได้เข้าใจว่าการแบ่งปันนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง
“บางครั้ง วิธีแก้ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มาจากพละกำลัง แต่มาจากปัญญาและเสียงหัวเราะ” สัตว์ทั้งหลายไม่ได้ใช้กำลังบังคับให้ทิดดาลิกคายน้ำออกมา แต่พวกมันใช้ไหวพริบและความคิดสร้างสรรค์ จนกระทั่งเสียงหัวเราะช่วยปลดปล่อยทุกอย่างให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องกบยักษ์ทิดดาหลิก (อังกฤษ: Tiddalik the Frog) เป็นหนึ่งในตำนานนิทานพื้นบ้านของชาวอะบอริจิน (Aboriginal) ในออสเตรเลีย ซึ่งถูกเล่าขานมาหลายชั่วอายุคน เพื่ออธิบายถึงภัยแล้งที่เกิดขึ้นในแผ่นดินออสเตรเลีย และเพื่อสอนเรื่อง ผลของความโลภ และความสำคัญของความสมดุลในธรรมชาติ
ชาวอะบอริจินมีความเชื่อว่าธรรมชาติมีจิตวิญญาณ และการกระทำของสิ่งมีชีวิตส่งผลต่อสมดุลของโลก ตำนานของทิดดาลิกจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าหากสิ่งใดเก็บทรัพยากรไว้เพียงลำพัง ย่อมนำมาซึ่งภัยพิบัติ และยังเป็นนิทานที่ช่วยอธิบายถึงวัฏจักรของฝนและความแห้งแล้งในออสเตรเลีย
ในวัฒนธรรมอะบอริจินกบเป็นสัญลักษณ์ของน้ำและฝน เชื่อกันว่าเมื่อกบพองตัว หมายถึงฝนกำลังจะมา และเมื่อมันปล่อยน้ำออกมาก็คือช่วงเวลาที่แม่น้ำลำธารจะเต็มเปี่ยมอีกครั้ง ตำนานของทิดดาลิกจึงไม่ใช่เพียงแค่นิทานสอนใจ แต่ยังเป็นเรื่องราวที่สะท้อนความเข้าใจของชนเผ่าต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมรอบตัวพวกเขา
นอกจากนี้แนวคิดของการใช้ปัญญาแทนพละกำลังในการแก้ปัญหา ก็เป็นหนึ่งในข้อคิดสำคัญของตำนานเรื่องนี้สัตว์ไม่ได้ใช้ความรุนแรงเพื่อบังคับให้ทิดดาลิกคืนสายน้ำ แต่พวกมันเลือกใช้เสียงหัวเราะและไหวพริบแทน
ด้วยเหตุนี้ ตำนานของทิดดาลิกจึงกลายเป็นนิทานที่มีความหมายลึกซึ้ง ทั้งในเรื่องของธรรมชาติ มิตรภาพ ความสามัคคี และผลของความโลภ ซึ่งยังคงถูกเล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน
“ความโลภทำให้เจ้ากักเก็บทุกสิ่งไว้ แต่สุดท้ายมันจะทำให้เจ้าว่างเปล่ากว่าที่เคย”