นิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก

ปกนิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก

บนหมู่เกาะอันกว้างใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ผู้คนดำรงชีวิตอยู่ด้วยทรัพยากรจากท้องทะเลและพื้นดิน ทุกสิ่งที่พวกเขามีล้วนเป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ แต่ในช่วงเวลาหนึ่งของอดีต สิ่งสำคัญบางอย่างที่ผู้คนรู้จักกันดีในปัจจุบัน กลับยังไม่เคยมีอยู่มาก่อน

ในดินแดนแห่งหนึ่ง มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากคนพื้นเมือง ณ ประเทศไมโครนีเซีย มีเด็กคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากคนทั่วไป การปรากฏตัวของเขาทำให้เกิดความหวาดกลัวและความลังเลใจในหมู่ผู้คน แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาจะกลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนไปตลอดกาล กับนิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนเกาะไอลิงลับลับ (Ailinglaplap) หมู่เกาะแห่งนี้ไม่มีต้นไม้เลย ไม่มีใครเคยเห็นต้นไม้มาก่อน วันหนึ่ง หญิงชื่อลิโมคาเร (Limokare) ให้กำเนิดลูกชายคนหนึ่ง ทว่าทารกน้อยกลับมีรูปร่างแปลกประหลาด เขามีเพียงใบหน้าบนท้องกลม ๆ สีเขียว ไม่มีแขน ไม่มีขา

เมื่อพี่ชายของเขาเห็นก็รู้สึกอับอาย รีบตะโกนบอกแม่ว่า “ฆ่ามันซะ! ฆ่ามันซะ!”

ลิโมคาเรลังเล เธอหันไปถามหญิงคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน “ใครอธิบายได้บ้างว่าทำไมลูกของข้าถึงเกิดมาแปลกประหลาดและน่าเกลียดเช่นนี้? หรือเขาอาจเป็นเด็กวิญญาณที่จะนำภัยพิบัติมาสู่พวกเรา?”

ชาวบ้านพากันซุบซิบ ไม่มีใครเคยเห็นสิ่งมีชีวิตแบบนี้มาก่อน บางคนเห็นด้วยกับพี่ชายของเดโบลาร์ บางคนกลับนิ่งเงียบเพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

ขณะนั้นเดโบลาร์ เงยหน้าขึ้นมองมารดาของเขา ดวงตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความฉลาดและความเมตตา เมื่อเห็นเช่นนั้น หัวใจของลิโมคาเรก็อ่อนลง

“ข้าฆ่าเจ้าไม่ได้…” เธอพึมพำ ก่อนจะกอดลูกน้อยแนบอก

“บางครั้ง เมื่อมีใครบางคนเกิดมาโดยที่ผู้คนไม่เข้าใจ พวกเขามักถูกหัวเราะเยาะแทนที่จะได้รับการเห็นคุณค่า เติบโตเถิด เจ้าตัวกลมเล็ก ๆ แล้วให้ข้าได้เห็นว่าภายในเจ้ามีสิ่งใดซ่อนอยู่” เธอจึงเลี้ยงดูเดโบลาร์ต่อไป แม้ชาวบ้านจะมองด้วยสายตาสงสัย

ข่าวเรื่องเด็กประหลาดแพร่กระจายออกไปจนผู้คนจากทุกหมู่บ้านพากันมาดู พวกเขาสะกิดกัน กระซิบกระซาบ และบางคนก็หัวเราะ

พี่ชายของเดโบลาร์โกรธและยังคงยืนกราน “ก่อนที่สิ่งนี้จะนำความหายนะมา รีบฆ่ามันเสียเถอะ!”

แต่ลิโมคาเรเพียงส่ายหน้า เธอเฝ้าดูแลลูกชายของเธอด้วยความรัก เดโบลาร์ดูดดื่มน้ำนมของมารดาอย่างไม่รู้จักพอ วันแล้ววันเล่า ร่างของเขากลมขึ้นและมีสีเข้มขึ้น ท้องของเขาเต็มไปด้วยน้ำนมเสมอ ทว่าเขาไม่เคยเติบโตขึ้นเลย

วันหนึ่ง เดโบลาร์พูดกับแม่ของเขาว่า “ฝังข้าในทรายเถิดแม่”

ลิโมคาเรตกใจ เธออุ้มลูกไว้แน่นก่อนจะตอบกลับว่า “ฝังเจ้าหรือ? แต่เจ้าจะต้องตายนะ!”

“ไม่ ไม่หรอกแม่ ข้าจะไม่ตาย ฝังข้าไว้ในที่ร่ม และคอยนำน้ำใส ๆ มาให้ข้าดื่มทุกวัน” เขาตอบ

ลิโมคาเรมองลูกด้วยสายตาสงสัย “ฝังเจ้าไว้ทั้งเป็น? แม่จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร?”

เดโบลาร์ยิ้มบาง ๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “เพื่อให้ข้ามีชีวิต ข้าได้รับการหล่อเลี้ยงจากน้ำนมและความรักของแม่แล้ว แต่บัดนี้ ข้าต้องกินและดื่มจากแผ่นดิน และให้แสงอาทิตย์อบอุ่นข้า ข้าจะเติบโตและเอื้อมมือขึ้นไปสู่ก้อนเมฆ จนกระทั่งปลายนิ้วของข้าได้เต้นรำอยู่ในสายลม เมื่อนั้น ทุกส่วนของข้าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้คน”

ลิโมคาเรรู้สึกลังเล นี่คือลูกที่เธอรัก แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูดของเดโบลาร์ ในที่สุด เธอจึงตัดสินใจทำตามคำขอ

เธอขุดหลุมในที่ร่มแห่งหนึ่งและค่อย ๆ ฝังร่างกลม ๆ ของเดโบลาร์ลงไปในทราย จากนั้นเธอรดน้ำให้เขาทุกวัน เฝ้ารอด้วยความหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก 2

ลิโมคาเรทำตามคำขอของลูก เธอขุดหลุมตื้น ๆ ในที่ร่มและค่อย ๆ ฝังร่างกลม ๆ ของเดโบลาร์ลงไปในทราย จากนั้นเธอรดน้ำให้เขาทุกวัน เช้าและเย็น เธอมองหาสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง แต่หลายวันผ่านไป ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

เธอเริ่มสงสัยว่าเธออาจทำผิดพลาด บางทีเดโบลาร์อาจตายไปแล้วจริง ๆ แต่เธอยังคงทำตามคำขอของลูกต่อไป

จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังเทน้ำลงบนผืนทราย เธอสังเกตเห็นบางสิ่งที่แตกต่างออกไปหน่อเล็ก ๆ สีเขียวโผล่ขึ้นมาจากพื้นทราย

เธออุทานด้วยความตื่นเต้น “ช่างงดงามเหลือเกิน… เจ้าเป็นลูกของข้าจริง ๆ หรือ?”

เธอเอื้อมมือไปแตะใบอ่อนที่เพิ่งโผล่ขึ้นมา มันยังบอบบางและอ่อนนุ่ม เธอตั้งชื่อให้มันว่าดริร์ – โจโจ (Drir-jojo) ซึ่งหมายถึง “หน่อไม้” (drir) และ “ปลาบิน” (jojo) เพราะมันงอกขึ้นจากทรายราวกับกำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ตั้งแต่นั้นมา ลิโมคาเรเฝ้าดูแลหน่อไม้นี้ด้วยความรัก เช่นเดียวกับที่เธอเคยดูแลเดโบลาร์ เธอยังคงรดน้ำทุกวัน และไม่นานนัก หน่อเล็ก ๆ ก็เติบโตขึ้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใบของมันเริ่มแผ่กว้างและไหวเอนตามสายลม คล้ายกับแขนที่กำลังเต้นรำ มันส่งเสียงซ่า ๆ ราวกับกำลังพูดคุยกับมารดาของมัน

หลายเดือนผ่านไป เดโบลาร์เติบโตเป็นต้นไม้ที่สูงตระหง่าน ลำต้นของมันแข็งแรงแต่ยืดหยุ่น ดั่งขาอันแข็งแรงของเด็ก ๆ บนเกาะ กิ่งก้านของมันแผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง และบางครั้งมันก็ไหวเอนตามสายลมราวกับกำลังหัวเราะกับลิโมคาเร

ไม่นาน ต้นไม้ต้นนี้ก็ออกผลลูกกลม ๆ ที่มีเปลือกแข็งและน้ำข้างใน ชาวบ้านที่เคยหัวเราะเยาะเดโบลาร์พากันประหลาดใจ

ลิโมคาเรจ้องมองต้นไม้ด้วยความตื้นตันใจ เธอคิดถึงคำพูดสุดท้ายของเดโบลาร์ “ทุกส่วนของข้าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้คน”

เธอหันไปบอกชาวบ้านว่า “ทุกส่วนของต้นไม้นี้ล้วนเป็นประโยชน์ ผลของมันจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ บางผลเราจะนำไปปลูกต่อ บางผลเราจะกิน ใบของมันสามารถใช้สานเป็นเสื่อ ใบเรือ และหลังคา น้ำมันจากเนื้อของมันสามารถใช้ปรุงอาหารและปกป้องผิวพรรณ”

ชาวบ้านเริ่มทดลองใช้ต้นไม้นี้ พวกเขาพบว่าผลของมันสามารถกินได้ และน้ำข้างในช่วยดับกระหาย ใบของมันสามารถนำมาทำเป็นที่พักอาศัยและเครื่องใช้ต่าง ๆ ต้นไม้นี้ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตของพวกเขา

ชาวบ้านจึงให้เกียรติและดูแลต้นไม้นี้ พวกเขาเรียกมันว่า “นิ” (Ni) ซึ่งหมายถึงต้นมะพร้าว

และนับแต่นั้นมาต้นมะพร้าว ก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้คนบนหมู่เกาะแปซิฟิก มันให้ร่มเงา ให้อาหาร และให้ทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตบนเกาะแห่งนี้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คุณค่าและศักยภาพของสิ่งหนึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอกหรือความเข้าใจในช่วงแรก

เดโบลาร์เกิดมาด้วยรูปร่างที่ผิดแปลกไปจากสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคย ทำให้เขาถูกดูถูกและถูกมองว่าไร้ประโยชน์ แม้แต่แม่ของเขาเองก็ยังลังเลว่าเขาควรมีชีวิตอยู่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ลิโมคาเรเลือกที่จะเลี้ยงดูเขาด้วยความรักและความเชื่อมั่น จนกระทั่งในที่สุด เดโบลาร์ได้พิสูจน์ว่าตัวเขามีคุณค่าในแบบของตนเอง

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนหรือสิ่งใด ๆ ก็ตามอาจถูกมองข้ามหรือตัดสินจากรูปลักษณ์หรือแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่หากได้รับโอกาส ได้รับการดูแล และได้เติบโตอย่างถูกต้อง ศักยภาพของสิ่งนั้นก็อาจเผยออกมาและกลายเป็นสิ่งสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้อื่นได้ เช่นเดียวกับต้นมะพร้าวที่เกิดจากเด็กประหลาดที่ถูกหัวเราะเยาะในตอนแรก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์มหาศาลแก่ผู้คน

นิทานเรื่องนี้ยังสอนให้เรา อดทนและให้เวลาแก่สิ่งที่ยังไม่ถูกเข้าใจ บางสิ่งต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอาจเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ และต้องการความศรัทธาและความเพียรพยายาม เช่นเดียวกับลิโมคาเรที่รอคอยลูกของเธอเติบโตเป็นต้นไม้โดยไม่รู้แน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ในที่สุด เรื่องราวของเดโบลาร์และต้นมะพร้าวยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ต้นไม้ที่มอบชีวิตให้กับผู้คน กำเนิดจากความรักของแม่ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการให้และความสมดุลระหว่างสิ่งมีชีวิตกับโลกใบนี้

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไมโครนีเซียเรื่องตำนานต้นมะพร้าวต้นแรก (อังกฤษ: The First Coconut Tree) นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานพื้นบ้านของชาวไมโครนีเซีย (Micronesia) ที่เล่าขานกันมายาวนานเกี่ยวกับการกำเนิดต้นมะพร้าว ซึ่งเป็นต้นไม้สำคัญของผู้คนบนหมู่เกาะแปซิฟิก

เรื่องราวสะท้อนความเชื่อดั้งเดิมของชาวเกาะที่ให้ความเคารพต่อธรรมชาติและมองว่าทุกสิ่งมีที่มาและคุณค่าในตัวเอง ตำนานนี้อธิบายว่าต้นมะพร้าวไม่ได้มีอยู่แต่แรก แต่เกิดขึ้นจากเดโบลาร์ เด็กที่ถูกมองว่าแปลกประหลาดและไร้ค่า แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน

นิทานนี้สืบทอดผ่านการบอกเล่าปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสอนให้เด็ก ๆ หรือคนในชุมชนรู้จักให้โอกาส ยอมรับสิ่งที่แตกต่าง และเข้าใจว่าทุกสิ่งต้องใช้เวลาในการเติบโต ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิถีชีวิตบนหมู่เกาะแปซิฟิก ยังมีนิทานพื้นบ้านที่คล้ายกันเกี่ยวกับการกำเนิดต้นมะพร้าวของชาวซามัวหรือแถบโพลินีเซียเรื่อง Sina and the Eel หญิงงามซีนากับปลาไหลวิเศษ

“อย่าตัดสินคุณค่าของสิ่งใดจากรูปลักษณ์หรือความเข้าใจเพียงชั่วครู่ เพราะบางสิ่งที่ถูกมองว่าไร้ค่า อาจเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงโลกในวันข้างหน้า”