กลางฟากฟ้า มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลของชาวอะบอริจิน ณ ดินแดนออสเตรเลียถึงพระจันทร์ลอยเด่นเหนือผืนโลก ส่องแสงเย็นเยียบลงมาเงียบงัน ทอดสายตามองดูมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอย่างไม่รู้เลยว่ามีดวงตาคู่หนึ่งเฝ้าดูพวกเขาอยู่เสมอ คืนแล้วคืนเล่า พระจันทร์ลอยขึ้นและลับหาย ราวกับเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฏจักรไม่รู้จบของการเกิดและดับ
แต่ในค่ำคืนหนึ่ง พระจันทร์มิได้เพียงเฝ้ามอง เขาลงมายังโลกพร้อมกับคำขอ… คำขอที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่กลับแฝงไว้ด้วยความหมายลึกล้ำ และสิ่งที่มนุษย์เลือกจะตอบรับหรือปฏิเสธในคืนนั้น จะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของพวกเขาไปตลอดกาล กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานพระจันทร์ของชาวอะบอริจิน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานพระจันทร์ของชาวอะบอริจิน
คืนหนึ่งที่ท้องฟ้าส่องสว่างพระจันทร์ (Bahloo เทพแห่งดวงจันทร์ในตำนานชาวอะบอริจิน) มองลงมายังโลกเบื้องล่าง ข้างกายเขามีสัตว์เลี้ยงสามตัวที่เขารัก แต่สำหรับมนุษย์แล้ว พวกมันไม่ใช่สุนัข แต่เป็นงูพิษร้ายแรง ได้แก่ งูเดธแอดเดอร์, งูดำ และงูเสือ
ขณะที่พระจันทร์ทอดสายตามองไปเขาเห็นกลุ่มชนพื้นเมืองอะบอริจิน (daens คำเรียกชาวอะบอริจิน) กำลังข้ามลำธาร ด้วยความต้องการทดสอบพวกเขา พระจันทร์จึงเอ่ยขึ้น “หยุดก่อน ช่วยพาสุนัขของข้าข้ามลำธารด้วย”
ชนพื้นเมืองหยุดชะงัก พวกเขารู้ดีว่าพระจันทร์คือผู้ที่แข็งแกร่งและมีอำนาจเหนือมนุษย์ แต่พวกเขากลัวสุนัขของเขา เพราะทุกครั้งที่พระจันทร์นำพวกมันมาเล่นบนโลก พวกมันเคยกัดทั้งสุนัขธรรมดาและมนุษย์ ทำให้หลายคนตายจากพิษร้ายแรงของมัน
ชนพื้นเมืองจึงตอบกลับอย่างหวาด ๆ “ขออภัย พระจันทร์ พวกเรากลัวเกินกว่าจะทำตามคำขอของท่าน”
พระจันทร์ถอนหายใจ ก่อนกล่าวว่า “หากพวกเจ้าทำตามที่ข้าขอ ข้าจะมอบของขวัญล้ำค่าแก่เจ้า”
เขาหยิบแผ่นเปลือกไม้ขึ้นมา แล้วโยนลงสู่ลำธาร แผ่นไม้นั้นลอยขึ้นมาอย่างง่ายดาย “หากพวกเจ้าช่วยข้า เมื่อตายไป วิญญาณเจ้าจะได้ฟื้นคืนชีพเสมอ เหมือนดวงจันทร์ที่ขึ้นใหม่ทุกคืน เจ้าย่อมมีชีวิตใหม่เสมอ ไม่มีวันสูญสิ้น”
จากนั้น พระจันทร์หยิบก้อนหินขึ้นมา “แต่ถ้าพวกเจ้าไม่ทำ…”
เขาโยนก้อนหินลงน้ำ มันจมหายไปทันที “เจ้าจะเป็นเช่นก้อนหินนี้ ตายแล้วไม่มีวันกลับมา”
ชนพื้นเมืองมองทั้งเปลือกไม้และก้อนหิน พวกเขาอยากมีชีวิตนิรันดร์ แต่ความกลัวงูมีมากกว่า พวกเขาก้มหน้าตอบอย่างหนักแน่น “ขออภัย พระจันทร์ เราทำไม่ได้ งูของท่านน่ากลัวเกินไป”
พระจันทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกเจ้าพลาดโอกาสครั้งสำคัญไปแล้ว”
เขาเดินลงมาจากฟากฟ้า มุ่งหน้าสู่ลำธาร โชว์ให้เห็นว่างูของเขาไม่ได้ทำอันตรายใด ๆ กับเขาเลย
งูดำขดรอบแขนข้างหนึ่ง งูเสือเลื้อยพันแขนอีกข้าง ส่วนงูเดธแอดเดอร์นอนนิ่งอยู่บนไหล่ของเขา
ชนพื้นเมืองถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น ขณะที่พระจันทร์เดินลงไปในลำธาร งูทั้งสามเลื้อยไปมาบนร่างเขา แต่ไม่มีตัวใดกัดเขาเลย
เมื่อข้ามมาถึงฝั่ง พระจันทร์ก้มลง หยิบหินก้อนใหญ่อีกก้อนขึ้นมา “พวกเจ้าโง่เขลานัก! พวกเจ้าจะเป็นเหมือนก้อนหินนี้!”
เขาขว้างก้อนหินลงไปในน้ำ มันจมหายไปทันที
พระจันทร์มองเหล่าชนพื้นเมืองที่ยืนตัวสั่น แล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าจะไม่มีวันได้กลับมามีชีวิตใหม่ หลังความตาย เจ้าจะเป็นเพียงเถ้ากระดูกใต้พื้นดินเท่านั้น ตลอดกาล!”
ชนพื้นเมืองก้มหน้าลง พวกเขารู้ว่าตนเองสูญเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่ไปแล้ว แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังคงหวาดกลัวและเกลียดงูของพระจันทร์
ในใจพวกเขาคิดเพียงว่า… “หากไม่มีพระจันทร์ งูเหล่านั้นก็ไม่มีอำนาจ ถ้าหากเราสามารถกำจัดมันได้ เราจะไม่ต้องกลัวอีกต่อไป!”
และนี่คือจุดเริ่มต้นของความเกลียดชังที่ไม่มีวันจบสิ้น…

ชนพื้นเมืองไม่ได้รู้สึกผิดกับการปฏิเสธพระจันทร์ พวกเขาโกรธ… โกรธที่พระจันทร์สาปพวกเขาให้ต้องตาย โกรธที่พวกเขาสูญเสียโอกาสจะฟื้นคืนชีพ และเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาโกรธงูของพระจันทร์
“ถ้าพวกเราไม่มีวันได้เป็นอมตะ พวกมันก็ไม่ควรมีชีวิตอยู่เช่นกัน!”
ชายคนหนึ่งประกาศเสียงดัง พลางหยิบไม้ขึ้นมา “ถ้าพวกเรากำจัดงูทั้งหมด พระจันทร์จะไม่มีอำนาจเหนือเราอีก!”
“ฆ่ามันให้หมด!”
ตั้งแต่นั้นมา ชนพื้นเมืองจึงเริ่มต้นการล้างแค้น พวกเขาออกไล่ล่างูทุกตัวที่พบ ไม่ว่างูจะเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่ามันจะอยู่บนดิน ในน้ำ หรือเลื้อยอยู่ตามโขดหิน หากพวกเขาเห็นมัน พวกเขาจะฆ่ามันทันที
เลือดของงูเปรอะเปื้อนพื้นดิน เสียงฟาดไม้ดังก้องไปทั่ว แต่ไม่ว่างูจะถูกฆ่าไปมากเท่าไร ก็ยังคงมีงูใหม่เกิดขึ้นเสมอ
แต่พวกเขาไม่หยุด ความโกรธของพวกเขากลายเป็นความคลั่งแค้นไม่รู้จบ
บนท้องฟ้าพระจันทร์เฝ้ามองดูพวกเขา เขาเห็นทุกครั้งที่งูถูกฆ่า และทุกครั้งที่ชนพื้นเมืองสาปแช่งสัตว์ของเขา
เขาเพียงแค่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะกล่าวขึ้น “พวกเจ้าโง่เขลานัก…”
“ตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีชีวิต งูก็จะยังคงอยู่”
เขายกมือขึ้นชี้ไปยังผืนโลกงูตัวใหม่เลื้อยออกจากเงามืดของป่า มันยังคงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะถูกกำจัดไปมากแค่ไหน
“งูจะไม่มีวันหมดไป เพราะพวกมันคือเครื่องเตือนใจให้พวกเจ้ารู้ว่า พวกเจ้าเลือกความกลัวแทนที่จะเลือกโอกาสแห่งชีวิตนิรันดร์”
ชนพื้นเมืองยังคงโกรธพวกเขาไม่ฟัง ไม่เข้าใจ และไม่ต้องการเข้าใจ พวกเขาไม่หยุดฆ่า ไม่หยุดตามล่างู
แต่พระจันทร์เพียงแค่หัวเราะแผ่วเบา ก่อนที่เขาจะหายลับไปในความมืดของราตรี
และนับจากวันนั้น งูก็ไม่มีวันหายไปจากโลก ไม่ว่ามนุษย์จะพยายามกำจัดมันเพียงใด งูก็ยังคงอยู่… ราวกับเป็นเงาของความผิดพลาดที่ไม่อาจลบเลือนได้ตลอดกาล

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความกลัวทำให้มนุษย์เลือกหนทางที่ผิดพลาด และเมื่อพลาดไปแล้ว พวกเขามักโทษสิ่งอื่นแทนที่จะยอมรับความผิดของตนเอง”
ชนพื้นเมืองมีโอกาสที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์แต่พวกเขาปฏิเสธเพราะความกลัว แม้จะเป็นทางเลือกของพวกเขาเอง แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง พวกเขากลับโทษงูของพระจันทร์ และเลือกตอบโต้ด้วยความเกลียดชัง
สุดท้ายความแค้นที่เกิดจากความกลัว ไม่เคยทำให้ใครได้รับชัยชนะ มีแต่จะสร้างวัฏจักรของความรุนแรงที่ไม่มีวันจบสิ้น
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานพระจันทร์ของชาวอะบอริจิน (อังกฤษ: Bahloo the moon and the daens) นิทานเรื่องนี้เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวอะบอริจิน (Aboriginal) แห่งออสเตรเลีย ซึ่งใช้เรื่องเล่าเป็นวิธีอธิบายธรรมชาติและปรัชญาการใช้ชีวิตที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น
ตำนานของพระจันทร์และงูแห่งความตาย เป็นเรื่องราวที่อธิบายถึงเหตุผลที่มนุษย์ต้องตายโดยไม่มีวันฟื้นคืนชีพ ต่างจากดวงจันทร์ที่กลับมาส่องแสงใหม่ทุกคืน พระจันทร์ในเรื่องนี้ (Bahloo) เป็นตัวแทนของการเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ชนพื้นเมืองถูกกำหนดให้ต้องจบชีวิตลงอย่างถาวรเพราะการตัดสินใจของพวกเขาเอง
นอกจากนี้ เรื่องราวยังสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับงู ชนพื้นเมืองบางกลุ่มเชื่อว่างูเป็นสัญลักษณ์ของพลังลี้ลับและการเกิดใหม่ ในขณะที่บางกลุ่มมองว่ามันเป็นสัตว์อันตรายที่ต้องกำจัด ซึ่งสะท้อนผ่านนิทานนี้ที่แสดงให้เห็นว่าทำไมมนุษย์ถึงกลัวงู และทำไมงูจึงไม่มีวันหมดไปจากโลก
ตำนานนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อใน “ดรีมไทม์ (Dreamtime)” ซึ่งเป็นระบบความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างโลกและกฎเกณฑ์ทางจิตวิญญาณของชาวอะบอริจิน โดยเรื่องเล่านี้ถูกส่งต่อกันมาเพื่อให้ผู้คนเข้าใจถึง ผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ความกลัว และผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาว
“ความกลัวทำให้มนุษย์พลาดโอกาสที่ประเมินค่าไม่ได้ และเมื่อพวกเขาสูญเสียมันไป พวกเขามักจะโทษสิ่งอื่น แทนที่จะยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง”