ไม่มีใครรู้ว่ามนุษย์สามารถใช้ชีวิตโดยไม่โกหกได้จริงหรือไม่ เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน คำโกหกบางครั้งก็ดูเหมือนเป็นเกราะกำบัง หรืออาจเป็นอาวุธที่ใช้ปกป้องตนเอง แต่มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากไนจีเรีย เล่าถึงว่ามีชายคนหนึ่ง ที่ผู้คนต่างเล่าขานว่า เขาไม่เคยโกหกเลยแม้แต่คำเดียว
เรื่องราวของเขาถูกกล่าวถึงไปไกล จนกระทั่งวันหนึ่ง ชื่อเสียงนั้นไปถึงหูของกษัตริย์ ผู้ไม่เชื่อว่ามีใครในโลกที่พูดแต่ความจริงได้เสมอ พระองค์จึงวางแผนจะพิสูจน์… และทำให้เขาต้องโกหกให้ได้ กับนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องชายผู้ไม่เคยโกหก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องชายผู้ไม่เคยโกหก
กาลครั้งหนึ่ง ณ อาณาจักรอันรุ่งเรือง มีชายคนหนึ่งชื่อ มามัด เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วทุกสารทิศในฐานะ “ชายผู้ไม่เคยโกหก” ไม่ว่าใครจะถามอะไร เขาจะตอบแต่ความจริงเสมอ ไม่พูดเกินจริง ไม่บิดเบือน ไม่ปิดบัง ชื่อเสียงของเขาแพร่กระจายไปไกล แม้แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ไกลออกไปถึงยี่สิบวันทางเดินก็ยังรู้จักชื่อของเขา
เรื่องเล่าของมามัดเดินทางไปถึงพระราชวัง กษัตริย์ ผู้ปกครองอาณาจักรได้ยินเรื่องของเขาแล้วก็อดสงสัยไม่ได้
“ไม่มีทางที่ใครจะไม่เคยโกหกเลยตลอดชีวิต” กษัตริย์ตรัสกับข้าราชบริพาร “สักวันหนึ่ง เขาต้องโกหกแน่ ข้าจะเป็นคนพิสูจน์เอง!”
กษัตริย์จึงมีรับสั่งให้นำตัวมามัดมาเข้าเฝ้า เมื่อเขามาถึง พระองค์จ้องมองเขาด้วยสายตาจับผิด ก่อนเอ่ยถาม
“มามัด เป็นความจริงหรือไม่ที่เจ้ามิเคยพูดโกหกเลยแม้แต่ครั้งเดียว?”
“เป็นความจริง ฝ่าบาท” มามัดตอบ น้ำเสียงของเขาสงบ ไม่มีความลังเล
“และเจ้าจะไม่โกหกตลอดชีวิตของเจ้าเลยหรือ?” กษัตริย์ไล่ต้อน
“ข้ามั่นใจเช่นนั้น”
กษัตริย์เลิกพระขนง ยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ “ดี! แต่เจ้าจงระวังให้ดี การโกหกนั้นเจ้าเล่ห์นัก บางทีมันอาจแอบขึ้นมาบนลิ้นของเจ้าโดยที่เจ้าไม่รู้ตัวก็เป็นได้”
แม้มามัดจะยังคงสงบนิ่ง แต่กษัตริย์ก็มิได้วางพระทัย พระองค์ตั้งพระทัยแน่วแน่ว่า จะต้องทำให้มามัดโกหกให้ได้!
หลายวันผ่านไป มามัดยังคงทำตัวเป็นปกติ ไม่เคยพูดโกหกแม้แต่ครั้งเดียว กษัตริย์เฝ้าสังเกตเขา แต่ก็ยังจับผิดอะไรไม่ได้
จนกระทั่งวันหนึ่ง พระองค์คิดแผนบางอย่างขึ้นมาได้
วันนั้นเป็นวันที่กษัตริย์จะเสด็จออกล่าสัตว์ ลานหน้าพระราชวังเต็มไปด้วยขุนนางและทหารที่เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง พระองค์สวมชุดล่าสัตว์เต็มยศ มือข้างหนึ่งจับบังเหียนม้า อีกข้างหนึ่งจับอานไว้ ขณะที่พระบาทข้างซ้ายเหยียบโกลนเตรียมจะขึ้นม้า
ทันใดนั้น กษัตริย์ก็หันไปหามามัดแล้วตรัสว่า
“มามัด ไปบอกพระราชินีที่ตำหนักฤดูร้อนของข้าว่าพรุ่งนี้ข้าจะไปกินมื้อเที่ยงกับนาง ให้เตรียมงานเลี้ยงใหญ่ และเจ้าจะร่วมรับประทานกับข้าด้วย”
มามัดก้มศีรษะรับคำสั่ง ก่อนเดินทางไปยังตำหนักฤดูร้อน
เมื่อมามัดจากไป กษัตริย์ก็หัวเราะเบาๆ ก่อนตรัสกับข้าราชบริพาร
“เราไม่ไปล่าสัตว์แล้ว! พรุ่งนี้เราจะหัวเราะให้สะใจ เพราะมามัดจะต้องโกหกเป็นครั้งแรก!”
ข้าราชบริพารพากันหัวเราะตาม กษัตริย์มั่นพระทัยว่าไม่ว่ามามัดจะพูดอะไรกับพระราชินี สุดท้ายเขาต้องโกหกอยู่ดี เพราะแผนที่แท้จริงคือ กษัตริย์จะไม่ไปมื้อเที่ยงตามที่สั่ง!
“ถ้าเขาบอกว่าวันพรุ่งนี้ข้าจะไป เขาย่อมโกหก!” กษัตริย์คิดในใจ “และหากเขาบอกว่าข้าไม่ไป เขาก็ต้องโกหกเช่นกัน เพราะเขาไม่รู้แผนของข้า!”
พระองค์ยิ้มอย่างพึงพอใจ เชื่อมั่นว่าครั้งนี้ ชายผู้ไม่เคยโกหกจะต้องเสียชื่อเสียงแน่นอน

เมื่อมามัดเดินทางไปถึงตำหนักฤดูร้อน พระราชินีทรงรับสั่งให้เขาเข้าเฝ้าทันที
“มามัด กษัตริย์ส่งเจ้ามาหรือ?” พระนางตรัสด้วยความสงสัย
“ใช่ พระนาง” มามัดตอบเรียบๆ
“พระองค์จะเสด็จมื้อเที่ยงพรุ่งนี้ใช่หรือไม่?”
มามัดเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“บางทีพระองค์อาจจะเสด็จมา และบางทีพระองค์อาจจะไม่เสด็จ บางทีพระองค์อาจต้องการให้เตรียมงานเลี้ยง และบางทีพระองค์อาจเปลี่ยนพระทัย”
พระราชินีขมวดพระขนง “แล้วสรุปว่าพระองค์จะเสด็จหรือไม่?”
มามัดมองพระราชินีอย่างแน่วแน่ ก่อนกล่าวว่า
“ข้าไม่รู้ว่าหลังจากที่ข้าออกจากวัง พระบาทขวาของพระองค์จะขึ้นโกลน หรือพระบาทซ้ายของพระองค์จะก้าวลงสู่พื้นดินก่อนกัน”
พระราชินีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจในความหมายของคำพูดนั้น มามัด ไม่ได้พูดโกหก และ ไม่ได้พูดสิ่งที่เกินความจริง เขาเพียงพูดในสิ่งที่เขาแน่ใจเท่านั้น
รุ่งเช้า กษัตริย์เสด็จไปยังตำหนักฤดูร้อนพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ พระองค์ตรัสกับพระราชินีว่า
“เมื่อวาน มามัดโกหกท่านแล้วใช่หรือไม่?”
แต่พระราชินีมิได้ตอบเช่นนั้น นางเล่าถึงสิ่งที่มามัดพูดให้พระองค์ฟัง
กษัตริย์นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงหลุดหัวเราะออกมา พระองค์ตระหนักว่ามามัดไม่ได้โกหกเลยแม้แต่น้อย เขาพูดแต่ความจริง และไม่กล่าวในสิ่งที่ตนไม่อาจรู้ได้แน่ชัด
“เจ้านี่ฉลาดนัก มามัด” กษัตริย์ตรัสพลางทอดพระเนตรเขาด้วยสายตาชื่นชม
มามัดยิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าว “ความซื่อสัตย์มิได้หมายถึงการพูดทุกอย่างที่คิดออกมา แต่หมายถึงการพูดเฉพาะสิ่งที่เป็นจริง และไม่กล่าวในสิ่งที่เราไม่แน่ใจ”
ตั้งแต่นั้นมา กษัตริย์ยอมรับในสติปัญญาของมามัด และแต่งตั้งให้เขาเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของราชสำนัก
ชื่อเสียงของชายผู้ไม่เคยโกหกจึงแพร่สะพัดไปไกลยิ่งกว่าเดิม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความซื่อสัตย์ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การไม่โกหก แต่คือการพูดด้วยปัญญา” มามัดไม่พูดสิ่งที่ตนไม่แน่ใจ เพราะบางครั้ง “ข้าไม่รู้” ก็เป็นคำตอบที่จริงใจที่สุด
“ความจริงต้องมาพร้อมกับสติ” ไม่ใช่ทุกความจริงที่ควรพูดทันที คนฉลาดรู้ว่าความจริงควรถูกใช้เมื่อใด และอย่างไร
“ผู้มีปัญญาไม่ต้องโต้แย้ง แต่ใช้ความจริงให้เป็นประโยชน์” มามัดไม่พยายามเอาชนะกษัตริย์ แต่ใช้คำพูดที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา จนพระองค์ต้องยอมรับเอง
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องชายผู้ไม่เคยโกหก (อังกฤษ: The Man Who Never Lied) เป็นนิทานพื้นบ้านจากแอฟริกา โดยเฉพาะจากชนเผ่าเฮาซา (Hausa) ซึ่งกระจายตัวอยู่ในไนจีเรีย ไนเจอร์ และแอฟริกาตะวันตก นิทานเรื่องนี้สะท้อนคุณค่าดั้งเดิมของสังคมแอฟริกันที่ให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ ปัญญา และการใช้คำพูดอย่างรอบคอบ
ในวัฒนธรรมแอฟริกัน คำพูดมีพลังมากกว่าที่คิด คนที่พูดความจริงโดยไม่ไตร่ตรองอาจสร้างศัตรู แต่ผู้ที่ซื่อสัตย์อย่างชาญฉลาด จะได้รับการยอมรับและความเคารพ เรื่องราวของมามัดจึงไม่ใช่แค่สอนให้ไม่โกหก แต่ยังสอนให้รู้ว่า “ความจริงที่ไร้สติ อาจเป็นอาวุธที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง”
แม้ว่าเนื้อเรื่องอาจมีการดัดแปลงตามแต่ละภูมิภาค แต่สาระสำคัญยังคงเดิม นั่นคือความจริงควรมาพร้อมปัญญา มิใช่เพียงคำพูด ซึ่งเป็นบทเรียนที่ยังคงใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย
“ความจริงที่ไร้ปัญญา คือดาบที่ย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง แต่ความจริงที่ใช้เป็น คือพลังที่ไม่มีใครโค่นล้มได้”