นานมาแล้ว มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากไนจีเรีย ว่าโลกไม่ได้เป็นเช่นที่เราเห็นในวันนี้ มนุษย์ไม่ต้องทำไร่ไถนา ไม่ต้องออกล่าสัตว์ เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการล้วนอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม ท้องฟ้าหาใช่เพียงผืนฟ้ากว้าง แต่เป็นผู้หล่อเลี้ยงทุกชีวิตบนแผ่นดิน ทุกคนใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่มีผู้ใดอดอยาก ไม่มีผู้ใดต้องแก่งแย่ง
แต่เมื่อความอุดมสมบูรณ์ดำรงอยู่ได้นานพอ มนุษย์ก็มักลืมเลือนคุณค่าของมัน และเมื่อใดที่ความโลภเข้าครอบงำ สิ่งที่เคยเป็นของขวัญ อาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีวันหวนคืน… กับนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมท้องฟ้าถึงอยู่ไกล

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมท้องฟ้าถึงอยู่ไกล
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ท้องฟ้าอยู่ใกล้โลกมาก ใกล้เสียจนผู้คนสามารถเอื้อมมือขึ้นไปสัมผัสมันได้ และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือท้องฟ้าเป็นแหล่งอาหารของมนุษย์
ทุกวัน ผู้คนเพียงแค่ยื่นมือขึ้นไป แล้วเด็ดชิ้นส่วนของท้องฟ้าลงมารับประทาน และไม่ว่าพวกเขาจะอยากกินอะไร ท้องฟ้าก็จะให้ตามต้องการ มันมีรสชาติที่เปลี่ยนไปตามใจคนที่หยิบมัน บางคนอยากกินขนมปังหอม ๆ เพียงแค่บิชิ้นส่วนของท้องฟ้ามาวางบนลิ้น มันก็กลายเป็นขนมปังอุ่น ๆ บางคนต้องการเนื้อย่างรสเข้มข้น ท้องฟ้าก็จะมอบรสชาตินั้นให้
และที่สำคัญท้องฟ้าไม่มีวันหมด เมื่อถูกหยิบไป มันจะฟื้นตัวขึ้นมาใหม่เสมอ ไม่มีใครต้องอดอยาก ไม่มีใครต้องแย่งชิงกัน
ชีวิตของผู้คนในยุคนั้นเรียบง่ายและสงบสุข พวกเขารับประทานเท่าที่ต้องการ และทุกครั้งหลังจากที่ได้รับอาหารจากท้องฟ้า พวกเขาจะกล่าวคำขอบคุณเสมอ “ขอบคุณฟ้า ที่มอบสิ่งดี ๆ ให้เรา”
แต่สิ่งดี ๆ มักไม่ยั่งยืน เมื่อมนุษย์เริ่มลืมตนเอง โลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…
เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์เริ่มเปลี่ยนไป
ผู้คนไม่ได้พอใจกับการกินเพียงเพื่อให้อิ่มอีกต่อไป พวกเขาเริ่มอยากกินเพื่อความสุข งานเลี้ยงเริ่มจัดขึ้นบ่อยขึ้น บ้านเรือนต่างแข่งขันกันว่าใครจะสามารถดึงชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของท้องฟ้ามาเลี้ยงแขกได้ การกินกลายเป็นการอวดอ้าง มากกว่าความจำเป็น
“เราต้องมีอาหารมากที่สุด!”
“เราต้องกินให้เต็มที่ ไม่งั้นก็เสียของ!”
จากที่เคยหยิบพอดี พวกเขากลับเริ่มดึงชิ้นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ บ้านหลังหนึ่งอาจเด็ดท้องฟ้าลงมากองเต็มโต๊ะ แต่กินไม่หมดก็ทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ เศษซากของท้องฟ้าเริ่มกองสุมอยู่ตามพื้น
ท้องฟ้าเฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ความสุขจากการเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงมนุษย์ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้า
“ข้าให้พวกเจ้าทุกสิ่ง แต่พวกเจ้ากลับใช้มันอย่างสิ้นเปลือง…”
แล้ววันหนึ่ง สัญญาณแรกของหายนะก็มาถึง
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนไป… จากที่เคยนุ่มและอ่อนโยน มันเริ่มแข็งขึ้น ผู้คนสังเกตเห็นว่ามันไม่ได้คืนตัวเหมือนก่อน เมื่อเด็ดออกไป มันเริ่มทิ้งร่องรอยแตกหัก และการที่มันเติมเต็มตัวเองก็ดูจะช้าลงทุกวัน
แต่ถึงแม้จะมีสัญญาณเช่นนี้ ผู้คนก็ยังไม่หยุด พวกเขายังคงดึงชิ้นใหญ่มากขึ้น กินไม่หมดกองทิ้ง และสนุกสนานไปกับความอุดมสมบูรณ์ที่พวกเขาคิดว่าไม่มีวันหมด
แต่พวกเขาคิดผิด… ท้องฟ้ากำลังจะจากไปตลอดกาล

ท้องฟ้ายังคงเฝ้ามองมนุษย์ด้วยความผิดหวัง จากผู้ที่เคยขอบคุณและใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า บัดนี้พวกเขากลับใช้ชีวิตอย่างสิ้นเปลือง หยิบมากเกินความจำเป็น กินไม่หมดก็ทิ้งอย่างไม่ไยดี ความเคารพที่เคยมีต่อท้องฟ้าเลือนหายไป มีเพียงเสียงหัวเราะในงานเลี้ยงที่อวดอ้างความมั่งคั่งของอาหารที่มาจากฟากฟ้า
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนไป มันแข็งขึ้น หนาแน่นขึ้น และไม่สามารถถูกฉีกออกได้ง่ายเหมือนแต่ก่อน ผู้คนเริ่มสังเกตว่า ชิ้นส่วนที่พวกเขาหยิบมาไม่ได้ฟื้นตัวเร็วเหมือนเดิม แต่แทนที่จะหยุด พวกเขากลับดึงมันแรงขึ้น พยายามฉีกเอาชิ้นที่ใหญ่กว่าเดิม
วันหนึ่ง หญิงชราคนหนึ่งในหมู่บ้านเตือนลูกหลานของนาง
“ลูกเอ๋ย ท้องฟ้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เราต้องหยุดดึงมันมากเกินไป มิฉะนั้น สิ่งเลวร้ายอาจเกิดขึ้น”
แต่ไม่มีใครฟัง พวกเขาเพียงหัวเราะและพูดว่า “ท้องฟ้าอยู่ตรงนี้มาตลอด มันไม่ไปไหนหรอก”
แต่ในคืนนั้นเอง ท้องฟ้าเริ่มสั่นไหวเป็นครั้งแรก เมฆเคลื่อนตัวอย่างหนัก เสียงลมครวญครางดังก้องราวกับกำลังบ่นถึงสิ่งที่มนุษย์ทำ
แล้วรุ่งเช้า… ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
เช้าวันนั้น ผู้คนในหมู่บ้านตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ท้องฟ้าไม่ได้อยู่ใกล้โลกอีกต่อไป มันลอยสูงขึ้นกว่าเดิม ไกลเกินกว่าใครจะเอื้อมถึง
ชาวบ้านรีบวิ่งออกมาพยายามแตะต้องมัน แต่พวกเขาพบว่า มือของพวกเขาสัมผัสได้เพียงอากาศว่างเปล่า
“ไม่นะ! ท้องฟ้าหนีไปแล้ว!”
ผู้คนต่างร้องไห้และอ้อนวอนให้ท้องฟ้ากลับมา แต่ไม่มีคำตอบ มันลอยสูงขึ้นเรื่อย ๆ สูงขึ้นไปจนไม่มีใครสามารถแตะต้องมันได้อีก
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้คนต้องหาอาหารด้วยตนเอง พวกเขาต้องทำไร่ไถนา ต้องออกล่าสัตว์ ต้องใช้แรงกายเพื่อความอยู่รอด ไม่มีใครได้รับอาหารจากฟากฟ้าอีกต่อไป
บางคนเสียใจและเข้าใจบทเรียนของตนเอง แต่ก็สายเกินไปแล้ว ท้องฟ้าไม่เคยกลับลงมาใกล้อีกเลย
และนี่คือเหตุผลที่ว่า… ทำไมท้องฟ้าจึงอยู่ไกลจากเรา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… เมื่อไม่รู้จักพอ สิ่งที่เคยมีอาจจากไปตลอดกาล ผู้คนเคยได้รับพรแห่งความอุดมสมบูรณ์ แต่กลับใช้มันอย่างสิ้นเปลือง ไม่เคารพในสิ่งที่ได้รับ จนสุดท้าย พรนั้นก็หายไปตลอดกาล
ความโลภไม่เคยนำพาความมั่นคง การได้รับสิ่งใดมาโดยง่าย ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะอยู่ตลอดไป หากไม่รู้คุณค่าและใช้มันอย่างประมาท วันหนึ่งสิ่งที่เคยเป็นของเราก็อาจหลุดลอยไป
ทรัพยากรมีขีดจำกัด และธรรมชาติย่อมลงโทษผู้ที่ไม่เคารพมัน เมื่อมนุษย์ใช้สิ่งที่มีโดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา พวกเขาก็ต้องเผชิญกับความสูญเสียและความลำบากที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้นเอง
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมท้องฟ้าถึงอยู่ไกล (อังกฤษ: Why the Sky Is Far Away) เป็นนิทานพื้นบ้านจาก ไนจีเรีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าดั้งเดิมที่แพร่หลายในแอฟริกาตะวันตก นิทานเรื่องนี้สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ที่มีขีดจำกัด และผลลัพธ์ของความโลภ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ถูกถ่ายทอดผ่านตำนานและนิทานของหลายชนเผ่าในภูมิภาคนี้
เรื่องราวของ ท้องฟ้าที่เคยอยู่ใกล้และสามารถให้อาหารมนุษย์กินได้ เป็นสัญลักษณ์ของยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวคิดของ “ยุคทอง” ในตำนานของหลายวัฒนธรรมทั่วโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำใจของธรรมชาติถูกละเลย และมนุษย์เริ่มใช้ทรัพยากรอย่างไม่รู้คุณค่า สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไป และมนุษย์ต้องเผชิญกับผลของการกระทำของตนเอง
ตำนานนี้สะท้อนถึงแนวคิดเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมเกษตรกรรมของชาวไนจีเรียและแอฟริกาตะวันตก นิทานพื้นบ้านหลายเรื่องในภูมิภาคนี้มักมีจุดมุ่งหมายในการสอนให้ผู้คน รู้จักความพอเพียงและเคารพธรรมชาติ โดยเตือนว่าหากพวกเขาใช้สิ่งที่ได้รับมาอย่างไม่ระมัดระวัง พวกเขาอาจต้องสูญเสียมันไปตลอดกาล
เรื่องเล่านี้ยังคงถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นในรูปแบบของนิทานพื้นบ้าน คำบอกเล่า และการแสดงละครพื้นเมือง เพื่อเตือนให้ผู้คนเห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่มี และตระหนักว่าความโลภสามารถนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนคืนได้
“สิ่งที่ถูกมอบให้ด้วยความเมตตา อาจถูกพรากไปด้วยความโลภ ความอุดมสมบูรณ์ไม่ได้สูญหายไปเอง แต่มนุษย์ต่างหากที่ผลักมันออกไป”