นิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงอยู่บนท้องฟ้า

ปกนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงอยู่บนท้องฟ้า

นานมาแล้ว มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากไนจีเรียและประเทศอื่นแถบแอฟริกาตะวันตกเล่าว่าโลกไม่ได้เป็นเช่นที่เราเห็นในวันนี้ ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ไม่ได้ลอยอยู่บนฟากฟ้า หากแต่อาศัยอยู่บนโลก เดินดินเช่นเดียวกับสรรพสิ่งอื่น ๆ พวกเขาเป็นมิตรสหายกับมหาสมุทร ผู้กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยชีวิต

แต่แม้จะเป็นเพื่อนกันมาเนิ่นนาน กลับไม่มีโอกาสได้พบเจออย่างแท้จริง จนกระทั่งวันหนึ่ง การตัดสินใจเพียงครั้งเดียว ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงอยู่บนท้องฟ้า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงอยู่บนท้องฟ้า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงอยู่บนท้องฟ้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระอาทิตย์และพระจันทร์ อาศัยอยู่บนโลกเหมือนมนุษย์ พวกเขาเป็นเพื่อนรักที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ทุกวัน พระอาทิตย์จะส่องแสงสว่างไปทั่วแผ่นดิน ขณะที่พระจันทร์จะส่องประกายอ่อนโยนในยามค่ำคืน

แม้จะมีทุกสิ่งพร้อมสรรพ แต่พวกเขากลับรู้สึกขาดอะไรบางอย่างมหาสมุทร ผู้กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยชีวิตมากมายเป็นอีกหนึ่งมิตรสหายของพวกเขา แต่เขากลับไม่เคยมาเยี่ยมเยือน

วันหนึ่ง พระอาทิตย์เดินไปหามหาสมุทรและถามว่า

“เหตุใดเจ้าจึงไม่เคยมาเยี่ยมเราบ้างเลย? เราอยากพบเจ้าและพูดคุยกันเหมือนเมื่อก่อน”

มหาสมุทรหัวเราะเบา ๆ คลื่นของเขาซัดกระทบชายฝั่งและตอบว่า

“ข้ายินดีมาเยี่ยมเจ้าเสมอ แต่บ้านของเจ้าอาจไม่ใหญ่พอสำหรับข้าและบริวารของข้า”

พระอาทิตย์หัวเราะอย่างมั่นใจ “บ้านของข้ากว้างขวางนัก! ข้ามั่นใจว่ามันสามารถรองรับเจ้าและเหล่าผู้ติดตามของเจ้าได้”

พระจันทร์ซึ่งยืนฟังอยู่พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่! เจ้าควรมาเยี่ยมเรา บางทีเราอาจได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากกันและกัน”

มหาสมุทรนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าเร็ว ๆ นี้”

ไม่กี่วันต่อมามหาสมุทรก็มาถึง พร้อมกับเหล่าผู้ติดตาม คลื่นใหญ่ไหลเข้าสู่ชายฝั่ง เหล่าปลา สัตว์ทะเล และพืชน้ำต่างก็เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา

พระอาทิตย์และพระจันทร์ยืนรออยู่หน้าบ้านด้วยความตื่นเต้น มหาสมุทรส่งคลื่นลูกแรกเข้ามา น้ำทะเลเริ่มเอ่อล้นเข้าสู่บ้าน

ตอนแรก ทุกอย่างดูปกติ มหาสมุทรและเหล่าสัตว์น้ำต่างเพลิดเพลินกับการมาเยือน พระอาทิตย์และพระจันทร์หัวเราะชอบใจ พวกเขารู้สึกว่านี่เป็นงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

แต่น้ำยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง…

พระอาทิตย์เริ่มรู้สึกว่าพื้นบ้านเปียกแฉะ แต่เขายังคงมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี

จนกระทั่ง… น้ำเริ่มสูงขึ้นถึงหัวเข่า

พระจันทร์มองไปที่มหาสมุทรอย่างเป็นกังวล “เจ้ามั่นใจหรือไม่ว่านี่ไม่มากเกินไป?”

มหาสมุทรยิ้มและกล่าวว่า “ข้าได้บอกเจ้าแล้วว่าข้ามาพร้อมบริวารมากมาย บ้านของเจ้าจะพอรองรับข้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเจ้าเอง”

แล้วน้ำก็สูงขึ้นอีก… จากหัวเข่า… สู่เอว… และในไม่ช้า น้ำก็ท่วมบ้านเกือบถึงเพดาน

พระอาทิตย์และพระจันทร์เริ่มตระหนักว่า พวกเขาอาจทำผิดพลาดครั้งใหญ่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงอยู่บนท้องฟ้า 2

มหาสมุทรยังคงไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง น้ำที่เคยล้อมรอบขา บัดนี้สูงขึ้นจนท่วมอก ปลาและสัตว์น้ำต่างพากันว่ายผ่านภายในบ้าน ขณะที่พระอาทิตย์และพระจันทร์พยายามยืนทรงตัวอยู่เหนือผืนน้ำ

พระจันทร์หันไปหามหาสมุทรและร้องเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“เจ้าควรหยุดเถิด! บ้านของเรารับเจ้าไม่ไหวแล้ว!”

แต่มหาสมุทรเพียงแค่หัวเราะเบา ๆ คลื่นของเขายังคงซัดเข้าสู่ตัวบ้านอย่างต่อเนื่อง
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเราต้องการพื้นที่มากเพียงใด เจ้าเป็นผู้เชื้อเชิญข้ามาเอง”

พระอาทิตย์มองไปรอบ ๆ ทุกสิ่งที่เขารักกำลังจมหายไป ผนังบ้านเริ่มแตกร้าว ข้าวของลอยเคว้งคว้าง พระจันทร์พยายามยืนบนเก้าอี้ แต่ไม่นานมันก็ถูกกระแสน้ำพัดล้มลง

น้ำยังคงสูงขึ้น… สูงขึ้น…

สุดท้ายพระอาทิตย์และพระจันทร์ต้องปีนขึ้นไปบนหลังคา เพื่อหนีน้ำที่ท่วมมาถึงระดับเพดานแล้ว

แต่ถึงแม้พวกเขาจะขึ้นมาอยู่บนหลังคา น้ำก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

พระอาทิตย์หันไปหาพระจันทร์ ดวงตาของพวกเขาสะท้อนความหวาดหวั่นเหมือนกัน

“เราต้องไปให้สูงกว่านี้!” พระอาทิตย์ประกาศ ก่อนจะกระโจนขึ้นไปยังอากาศเบื้องบน

พระจันทร์ลังเลเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจตามพระอาทิตย์ขึ้นไป พวกเขาลอยสูงขึ้น… สูงขึ้น… จนกระทั่งพวกเขาทั้งสองขึ้นไปสู่ท้องฟ้า

จากบนฟ้า พระอาทิตย์และพระจันทร์มองลงมายังโลกเบื้องล่าง พวกเขาเห็นว่าบ้านของพวกเขาไม่มีอีกแล้ว มีเพียงน้ำอันกว้างใหญ่ที่แผ่ขยายออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา

พระอาทิตย์ถอนหายใจ “เราลงไปไม่ได้อีกแล้ว…”

พระจันทร์พยักหน้าอย่างเศร้า ๆ “ใช่… หากเรากลับลงไป เราอาจถูกกลืนหายไปในมหาสมุทร”

นับแต่นั้นมา พระอาทิตย์และพระจันทร์ก็ไม่เคยกลับลงมาอีกเลย พวกเขาทั้งสองจึงต้องอาศัยอยู่บนฟ้าเฝ้ามองดูโลกจากที่ไกลโพ้น

พระอาทิตย์ใช้เวลาทั้งวันส่องแสงสว่างไปทั่วผืนดิน ขณะที่พระจันทร์จะปรากฏขึ้นในยามค่ำคืน คอยเฝ้ามองโลกด้วยแสงนุ่มนวลของตน

และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่า… ทำไมพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงอยู่บนท้องฟ้า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงอยู่บนท้องฟ้า 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้มิตรภาพจะยิ่งใหญ่ แต่ทุกสิ่งล้วนมีขีดจำกัดของมัน พระอาทิตย์และพระจันทร์เชื้อเชิญมหาสมุทรโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี จนสุดท้ายต้องสูญเสียบ้านของตนไปตลอดกาล

ธรรมชาติเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่และไม่อาจควบคุมได้ สิ่งที่ดูเหมือนมิตรอาจกลายเป็นภัย หากเราไม่รู้จักเคารพและเข้าใจในพลังของมัน

การตัดสินใจเพียงครั้งเดียว อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมไปตลอดกาล พระอาทิตย์ไม่คิดว่าสิ่งเล็กน้อยอย่างคำเชิญจะนำไปสู่จุดที่ไม่อาจย้อนคืนได้ จึงสอนให้เราคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทำสิ่งใดก็ตาม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงอยู่บนท้องฟ้า (อังกฤษ: Why the Sun and the Moon Live in the Sky) เป็นนิทานพื้นบ้านของชาวเอฟิก (Efik people) จากไนจีเรีย นิทานเรื่องนี้เป็นตำนานการกำเนิด (creation myth) ที่ชาวแอฟริกาตะวันตกใช้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ว่าทำไมดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จึงอยู่บนท้องฟ้า แทนที่จะอยู่บนโลกเหมือนสิ่งอื่น ๆ นิทานเรื่องนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่าธรรมชาติมีพลังอันยิ่งใหญ่และมีขอบเขตของมันเอง พระอาทิตย์และพระจันทร์เป็นตัวแทนของผู้ที่ต้องการต้อนรับและแบ่งปัน ในขณะที่มหาสมุทรเป็นสัญลักษณ์ของพลังที่ไม่อาจควบคุมได้ เรื่องราวนี้เป็นคำอธิบายทางวัฒนธรรมว่าทำไมดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จึงลอยอยู่บนฟ้า แทนที่จะอยู่บนพื้นโลก

ตำนานนี้สอดคล้องกับนิทานแอฟริกาตะวันตกหลายเรื่องที่ใช้ธรรมชาติเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดบทเรียนเกี่ยวกับชีวิต มันสอนถึงขีดจำกัดของสรรพสิ่งและผลลัพธ์ของการตัดสินใจโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี ในวัฒนธรรมแอฟริกันดั้งเดิม คำพูดและคำเชิญมีพลังอย่างยิ่ง และเรื่องนี้เตือนให้ผู้คนระวังว่า การให้โดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา อาจนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้

“แม้ความเมตตาจะไร้ขอบเขต แต่ทุกสิ่งล้วนมีที่ทางของมัน ผู้ที่ไม่รู้จักขีดจำกัดของตน อาจต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักไปตลอดกาล”