นิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา

ปกนิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา

ณ ดินแดนอันสูงชันของโบลิเวีย มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากโบลิเวียที่เมืองโพโตซี ตั้งตระหง่านอยู่เหนือสายลมหนาวและหุบเขากว้างใหญ่ เมืองนี้เคยเป็นแหล่งแร่เงินที่มั่งคั่งที่สุดในโลก แต่ใต้ผืนดินแห่งความมั่งคั่งนั้น ซ่อนความลึกลับและคำสาปที่ไม่มีใครกล้าท้าทาย

ตลอดหลายศตวรรษ คนงานเหมืองต่างเล่าขานถึงเอล ติโอ เจ้าแห่งขุนเขา ผู้ปกครองอาณาเขตใต้ดินของเหมืองโพโตซี บ้างกล่าวว่าเขาคือปีศาจ บ้างว่าเขาเป็นเทพเจ้าแห่งเหมืองลึก เขาให้โชคลาภแก่ผู้ที่บูชา และนำหายนะสู่ผู้ที่ลบหลู่ แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าทดสอบความจริงของตำนานนี้… และยิ่งน้อยกว่านั้นที่ได้กลับมาเล่าเรื่องราวของตนเอง กับนิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ท่ามกลางขุนเขาสูงชันของประเทศโบลิเวีย มีเมืองหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือความเวิ้งว้างของผืนดิน นั่นคือโพโตซี (Potosí) เมืองที่เคยรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในยุคอาณานิคมสเปน มันเป็นศูนย์กลางของแร่เงินและความมั่งคั่งจนผู้คนกล่าวว่า “มีเงินมากพอจะสร้างสะพานเงินจากโพโตซีไปยังสเปนได้”

แต่ภายใต้ความมั่งคั่งนี้ ซ่อนเงามืดของคำสาปแห่งขุนเขา

ภูเขาเซร์โร ริโก (Cerro Rico) ที่ตั้งตระหง่านเหนือเมือง เป็นที่เลื่องลือเรื่องแร่เงินที่อุดมสมบูรณ์ แต่ผู้ที่เข้าไปขุดหาแร่ในเหมืองลึกต่างรู้ดีว่า แร่เงินเหล่านี้มิใช่ของพวกเขาโดยแท้จริง

คนงานเหมืองเชื่อว่าในส่วนลึกของภูเขา มี “เอล ติโอ” (El Tío) เจ้าแห่งขุนเขาและนายแห่งเหมืองลึก” สถิตอยู่ รูปร่างของเขาครึ่งแพะครึ่งมนุษย์ ดวงตาแดงฉาน มือกรงเล็บแหลมคม และรอยยิ้มที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่ามันแฝงความเมตตาหรือความโหดร้าย

พวกเขากล่าวว่า เอล ติโอเป็นทั้งผู้ปกป้องและผู้ทำลาย

คนงานเหมืองที่บูชาเขาด้วยใบโคคา เหล้า และบุหรี่ จะได้รับการคุ้มครองจากอุบัติเหตุ หากใครลบหลู่ ไม่ถวายเครื่องสักการะ หรือเข้าไปขโมยแร่โดยไม่ขออนุญาต ความพินาศย่อมมาเยือนอย่างแน่นอน

เด็กหนุ่มคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาในโพโตซี พ่อของเขาเคยเป็นคนงานเหมือง แต่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนด้วยเหตุไม่ทราบแน่ชัด บ้างว่าถูกหินถล่มทับ บ้างว่าหายไปในเหมืองโดยไร้ร่องรอย

เขาได้ยินเรื่องเล่าของเอล ติโอมาตั้งแต่เด็ก ทว่ากลับมองว่ามันเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก “รูปปั้นหินจะให้โชคหรือทำร้ายใครได้อย่างไร? ความร่ำรวยขึ้นอยู่กับแรงงานของเราเองต่างหาก”

เมื่อเขาอายุถึงวัยทำงาน เขาตัดสินใจเข้าสู่เหมืองเพื่อพิสูจน์ว่าโชคชะตาของเขาถูกกำหนดโดยมือของเขาเอง ไม่ใช่ปีศาจแห่งขุนเขา

วันแรกที่เขาก้าวเข้าสู่เหมือง อากาศภายในเย็นยะเยือกจนผิดธรรมชาติ แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวตามสายลมแปลกประหลาดที่ไม่ควรมีอยู่ใต้ดิน

ตลอดเส้นทาง คนงานเหมืองหยุดที่หน้ารูปปั้นของเอล ติโอ พวกเขาวางใบโคคาลงแทบเท้า จุดบุหรี่ให้ควันลอยคลุ้ง และรินเหล้าลงบนพื้นดินด้วยความเคารพ เด็กหนุ่มยืนมองภาพนั้นอย่างไม่เข้าใจ

“พวกเจ้ากลัวก้อนหินนี้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” ชายชราคนหนึ่งหันมามองเขาด้วยสายตาหนักแน่น

“ไม่ใช่หิน… แต่เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมัน” เด็กหนุ่มแค่นหัวเราะ แล้วเดินผ่านไปโดยไม่ถวายสิ่งใดให้กับเอล ติโอ

หลังจากทำงานในเหมืองได้ไม่นาน เด็กหนุ่มก็พบสิ่งที่คนงานเหมืองทุกคนใฝ่ฝันหา

เขาเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์ที่แทบไม่มีใครสำรวจมาก่อน และที่นั่นเอง เขาพบสายแร่เงินบริสุทธิ์ที่ฝังอยู่ในกำแพงหิน หัวใจของเขาเต้นแรงนี่คือโอกาสแห่งความมั่งคั่ง! หากเขาขุดแร่เหล่านี้ขึ้นมาได้ เขาจะรวยยิ่งกว่าผู้ใดในหมู่บ้าน

ขณะที่เขาใช้จอบกระแทกลงบนหิน เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นรอบตัว “ของข้า… เจ้าจะเอาไปหรือ?”

เขาชะงัก หันไปมองรอบตัว แต่ไม่มีใครอยู่เลย มีเพียงเงาของตะเกียงที่เต้นไหวบนผนังหิน “ข้าขุดพบมันเอง ทำไมข้าจะเอาไปไม่ได้?”

เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ ทว่าเย็นยะเยือก “หากเจ้าอยากได้… จงให้สิ่งตอบแทนแก่ข้าเสียก่อน”

เด็กหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยความมั่นใจ “หากข้าร่ำรวย ข้าจะถวายทุกอย่างให้เอล ติโอ!”

ทันใดนั้น เสียงกระซิบก็เงียบไป ความมืดที่ปกคลุมอุโมงค์เหมือนจะลึกขึ้นกว่าเดิม แต่เขาไม่สนใจแล้ว เขามีสิ่งที่ต้องทำ

เขาลงมือขุดอย่างไม่คิดชีวิต แร่เงินไหลร่วงลงมาเต็มมือ ราวกับขุนเขาแห่งนี้กำลังเปิดทางให้เขาสู่ความมั่งคั่ง

วันแล้ววันเล่า เขาขุดหาแร่เงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขายมันให้พ่อค้า จนกลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับลืมคำสัญญาของตัวเอง

เขาไม่เคยกลับไปถวายของให้เอล ติโออีกเลย ไม่เคยจุดบุหรี่หรือรินเหล้าลงพื้นเหมือนที่คนงานเหมืองคนอื่นทำ “ข้าไม่ต้องการเขา ข้าได้แร่เงินมาด้วยมือของข้าเอง ไม่ใช่เพราะเทพเจ้าหรือปีศาจใด ๆ”

แต่ในคืนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังทำงานอยู่ในอุโมงค์ที่ลึกที่สุดแห่งหนึ่งของเหมือง เสียงกระซิบที่เขาคุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“เจ้าลืมสัญญาของเจ้าแล้วหรือ?”

เด็กหนุ่มหยุดนิ่ง หันไปมองรอบตัว ตะเกียงของเขากะพริบวูบ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก้องกังวานในเงามืด

และที่ตรงทางแยกของอุโมงค์ เงาร่างของเอล ติโอปรากฏขึ้น

เขายืนอยู่ที่นั่น สูงใหญ่ ร่างกายเหมือนแพะและมนุษย์รวมกัน ดวงตาแดงฉานราวกับถ่านไฟ เล็บยาวแหลมคม มือหนึ่งถือถ้วยเหล้า อีกมือหนึ่งว่างเปล่าราวกับกำลังรอรับบางสิ่งที่ควรเป็นของเขา

เอล ติโอแสยะยิ้ม เสียงของเขาก้องสะท้อนไปทั่วอุโมงค์ “เจ้าเอาไปมากมาย แต่ไม่ให้ข้าเลย… เช่นนั้น เจ้าจงคืนทั้งหมดให้ข้า!”

พื้นใต้เท้าของเด็กหนุ่มเริ่มสั่นสะเทือน หินเหนือศีรษะแตกร้าว ก่อนที่ทุกอย่างจะถล่มลงสู่ความมืดมิด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา 2

เสียงกึกก้องของหินถล่มดังสะท้อนในความมืด ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนเด็กหนุ่มไม่มีเวลาคิด สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนที่ตะเกียงจะดับลง คือรอยยิ้มเย็นชาของเอล ติโอ

เขาพยายามดิ้นรน แต่พบว่าตัวเองถูกฝังอยู่ใต้กองหิน กายครึ่งท่อนยังขยับได้ แต่ขาของเขาถูกบดขยี้อยู่ในเงามืด ไม่มีแสง ไม่มีเสียง ไม่มีทางหนี

อากาศในเหมืองเริ่มบางลง หัวใจของเขาเต้นระรัว มือสั่นสะท้านขณะพยายามคลำหาทางออก แต่ไม่พบอะไรนอกจากก้อนหินเย็นเยียบ

เงามืดรอบตัวขยับไหว เสียงกระซิบของเอล ติโอแว่วก้อง “เจ้าสัญญากับข้า… แต่เจ้าไม่เคยทำตาม”

“ข้า… ข้าแค่ลืม!” เด็กหนุ่มตะโกนตอบ ร่างกายของเขาอ่อนแรงลงทุกที

“ความลืม… มิใช่ข้ออ้าง เจ้ารับไป แต่ไม่คืนกลับ… เช่นนั้น จงอยู่ที่นี่กับข้า”

เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่เพียงน้ำหนักของหิน แต่เป็นความเย็นเยียบของบางสิ่งที่ไม่อาจหลบหนี “ข้ายอมแล้ว! ข้าจะถวายของให้ท่าน ข้าจะมอบทุกอย่างที่ข้ามี!”

เสียงกระซิบเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เอล ติโอจะหัวเราะเบา ๆ “คำพูดนั้น… เจ้าเคยพูดแล้วครั้งหนึ่ง มิใช่หรือ?”

เด็กหนุ่มสะอึก… ใช่ เขาเคยให้คำสัญญานี้เมื่อครั้งพบสายแร่เงินครั้งแรก แต่กลับไม่เคยรักษามันเลย

เมื่อเด็กหนุ่มตื่นขึ้นมา เขาพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ใต้เหมือง แต่กลับนอนอยู่หน้ารูปปั้นของเอล ติโอ

ร่างกายของเขายังอยู่ครบ แข็งแรงดี แต่เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นเหมือนผ่านการดิ้นรนเอาตัวรอดมาหลายวัน ใบโคคาแห้งโรยอยู่รอบตัวเขา เหล้าและบุหรี่ที่คนงานเหมืองถวายยังส่งกลิ่นจาง ๆ

เขาสะบัดศีรษะ พยายามตั้งสติ มันเป็นความฝันหรือความจริงกันแน่?

แต่เมื่อเขาค้นดูถุงผ้าที่ติดตัว สิ่งที่เขาเคยขโมยออกจากเหมือง เงินและแร่เงินทั้งหมดหายไป

มือของเขาสั่นระริก เขาไม่กล้าอยู่ตรงนั้นอีก รีบลุกขึ้นและเดินออกจากเหมืองทันที

วันต่อมา เมื่อเขากลับไปยังหมู่บ้าน คนงานเหมืองคนอื่น ๆ มองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ พวกเขาเล่ากันว่าเมื่อคืนมีเสียงกึกก้องจากใต้ดิน ราวกับเหมืองกำลังสั่นสะเทือน แต่ไม่มีหินถล่ม ไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหนุ่ม แต่หลังจากวันนั้น เขาไม่เคยเข้าไปขุดแร่ในเหมืองอีกเลย

เขาใช้ชีวิตเงียบ ๆ ถวายของให้เอล ติโอทุกเดือน แม้จะไม่ได้เข้าเหมืองอีก เขาก็ยังเคารพเจ้าแห่งขุนเขาเสมอ

และเมื่อใครถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เขาจะตอบเพียงว่า “อย่าให้คำมั่นหากไม่คิดจะรักษา เพราะหนี้ที่ติดค้าง… ย่อมต้องชดใช้เสมอ”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คำพูดเป็นสิ่งมีค่า และคำสัญญาไม่ใช่สิ่งที่ควรมอบให้โดยไม่คิด หากให้คำมั่นแล้วไม่รักษา ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจหนักหนากว่าที่คาดคิด

ความโลภและความหยิ่งผยองสามารถทำให้คนมองข้ามสิ่งสำคัญ เด็กหนุ่มในเรื่องเลือกที่จะเชื่อในความสามารถของตนเองเพียงอย่างเดียว จนละเลยคำเตือนของผู้คนรอบตัว และมองข้ามกฎเกณฑ์ที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์

ทุกสิ่งที่ได้รับมา มักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นโชคลาภหรือความสำเร็จ หากเรารับสิ่งใดมาโดยไม่ซื่อสัตย์ หรือไม่รู้จักตอบแทน ผู้ที่เคยมอบให้อาจมาทวงคืนในวันที่เราไม่ทันตั้งตัว

สุดท้าย นิทานเรื่องนี้เตือนให้เราเคารพคำพูดของตนเอง และอย่าหลงลืมความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับโชคชะตา

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านโบลิเวียเรื่องเอล ดิโอ คำสัญญาแห่งขุนเขา (อังกฤษ: El Tio Potosí, The Promise of the Mountain Lord) มีรากฐานมาจากตำนานของเอล ติโอ (El Tío) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเหมืองโพโตซี (Potosí) ในประเทศโบลิเวีย ตำนานนี้ถือกำเนิดขึ้นในยุคอาณานิคมสเปน เมื่อโพโตซีเป็นแหล่งผลิตแร่เงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และดึงดูดทั้งชาวสเปนและชนพื้นเมืองให้เข้ามาทำงานในเหมืองอันตรายใต้ภูเขาเซร์โร ริโก (Cerro Rico)

ด้วยความที่เหมืองเต็มไปด้วยอันตราย ตั้งแต่การถล่ม ก๊าซพิษ ไปจนถึงสภาพอากาศที่โหดร้าย คนงานเหมืองจึงเชื่อว่ามี “เจ้าแห่งขุนเขา” ปกครองอยู่ และพวกเขาต้องบูชาเขาเพื่อให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ รูปปั้นของเอล ติโอ ถูกตั้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ในเหมือง คนงานเหมืองถวายใบโคคา เหล้า และบุหรี่ เพื่อเอาใจเขา เพราะเชื่อว่า หากเขาพอใจ เขาจะมอบโชคลาภและคุ้มครอง แต่หากถูกลบหลู่ เขาจะนำหายนะมาเยือน

แม้ในปัจจุบัน ตำนานของเอล ติโอยังคงมีอิทธิพล คนงานเหมืองรุ่นใหม่ยังคงปฏิบัติตามประเพณีนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะความเชื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ และทุกสิ่งที่ได้รับมา ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย

“โชคลาภที่ได้มาโดยไม่เคารพ ย่อมถูกทวงคืนในวันที่เจ้าไม่ทันตั้งตัว”