ตำนานนิทานพื้นบ้านสากล ณ ป่าลึกแห่งโคลอมเบีย ถูกเล่าขานผ่านสายลมและเสียงกระซิบของต้นไม้ ว่ากันว่าในผืนป่าอันกว้างใหญ่ มีบางสิ่งที่เฝ้ามองมนุษย์จากเงามืด ผู้ที่เดินเข้าไปโดยไม่เคารพอาจพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่เพียงลำพัง และเมื่อสายหมอกโรยตัวลง ผู้บุกรุกบางคนอาจไม่มีวันหาทางกลับออกมา
ยามค่ำคืน เมื่อพายุเริ่มตั้งเค้าและฝนโปรยปรายเหนือไร่นา ชาวบ้านจะเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบของใบไม้และเสียงคำรามของสายลม เพราะพวกเขารู้ดีว่าไม่ใช่เพียงธรรมชาติที่เคลื่อนไหว แต่เป็นบางสิ่งที่เก่าแก่กว่ากาลเวลา กำลังตื่นขึ้นมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เป็นของมัน กับนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ค่ำคืนหนึ่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมขอบป่า เสียงกองไฟลุกไหม้แตกเปรี๊ยะ ขับไล่ความหนาวเย็น ขณะที่ชาวบ้านล้อมวงฟังเรื่องราวที่ถูกเล่าขานมาหลายชั่วอายุคน ผู้เฒ่าผู้แก่ทอดถอนใจ พลางมองไปยังเงามืดที่ทอดยาวจากแนวต้นไม้
“เจ้ารู้หรือไม่ ป่านี้มีผู้เฝ้าดูแล…” เสียงของเขาแผ่วเบา แต่หนักแน่น เด็ก ๆ ขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ขณะที่ผู้ใหญ่บางคนพยักหน้าช้า ๆ พวกเขารู้ดีว่าเรื่องที่กำลังจะถูกเล่า ไม่ใช่เพียงนิทาน
“มาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร” นางคือผู้พิทักษ์ป่า เฝ้าดูแลแม่น้ำ ต้นไม้ และสรรพสัตว์ทั้งปวง นางไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่นางอยู่ทุกที่ในเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้ ในม่านหมอกยามรุ่งเช้า และในเงามืดของพายุที่กำลังใกล้เข้ามา
ผู้คนกล่าวว่าหากผู้ใดล่วงเกินป่า ตัดต้นไม้เกินจำเป็น หรือฆ่าสัตว์โดยไม่จำเป็น พายุจะโหมกระหน่ำ ฝนจะตกไม่หยุด และมาเดร มอนเตจะมาเยือน “จงอย่าท้าทายป่า จงอย่าดูหมิ่นธรรมชาติ เพราะหากมาเดร มอนเตได้ยิน นางจะตามมา…”
เด็กหลายคนกลืนน้ำลายเงียบ ๆ ในขณะที่ใครบางคนแค่นหัวเราะเบา ๆ
เสียงนั้นเป็นของชายหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ที่ไม่เคยเชื่อในเรื่องของเทพีแห่งป่า
ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นนักล่า เขาเติบโตมากับป่า แต่เขาไม่เคยหวาดกลัวมัน สำหรับเขา ป่าไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นเพียงแหล่งล่าสัตว์ เป็นเพียงที่ที่มีต้นไม้ให้ตัด มีแม่น้ำให้จับปลา
“เทพีแห่งป่างั้นหรือ?” เขาหัวเราะเบา ๆ ขณะเดินกลับบ้านในคืนนั้น “ข้าไม่กลัวสิ่งที่มองไม่เห็น”
แต่คำพูดของเขา ไม่ได้หายไปกับสายลม
รุ่งเช้า เขาตื่นขึ้นและมองไปที่ขอบฟ้า เมฆฝนกำลังก่อตัว ทั้งที่เมื่อวานยังเป็นวันที่สดใส
“พายุจะมาแล้ว” ผู้เฒ่าคนหนึ่งพึมพำ พลางชะเง้อมองท้องฟ้า
แต่นักล่าหนุ่มกลับคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ เขาจึงคว้าธนูของเขาออกเดินเข้าป่าลึก เพื่อล่าสัตว์เหมือนที่เคยทำมาตลอด
แต่ในขณะที่เขาเดินผ่านแนวต้นไม้ เสียงของป่าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
นกที่เคยส่งเสียงร้องกลับเงียบลง สายลมที่เคยเย็นสบายกลับกลายเป็นลมกระโชกแรง ต้นไม้ไหวไหวอย่างไร้เหตุผล
และแล้ว… เสียงฟ้าร้องคำรามขึ้นอย่างกะทันหัน พายุมาแล้ว
และเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังในป่าแห่งนี้อีกต่อไป

ฟ้าแลบวูบวาบส่องให้เห็นเงาของต้นไม้สูงเสียดฟ้า เสียงฟ้าร้องกึกก้องกัมปนาทราวกับป่ากำลังขับไล่ผู้บุกรุก ฝนเริ่มตกหนักขึ้นทุกที นักล่าหนุ่มรีบมองหาที่หลบภัย แต่ทุกอย่างรอบตัวกลับดูผิดแปลกไป เส้นทางที่เขาคุ้นเคยหายไปแล้ว
“นี่มันอะไรกัน?” เขาพึมพำ หัวใจเต้นแรงด้วยความสับสน
และทันใดนั้น เขาเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางม่านฝน
เงาร่างสูงใหญ่ก้าวออกมาจากความมืด เส้นผมของนางราวกับเถาวัลย์ไหลพลิ้วไปตามสายลม ผิวกายของนางปกคลุมไปด้วยใบไม้และเปลือกไม้ ดวงตาสีเขียวเรืองรองจับจ้องมาที่เขาอย่างเย็นชา
มาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร ปรากฏตัวแล้ว “เจ้ากล้าล่วงเกินป่า ฆ่าสัตว์โดยไม่จำเป็น ทำลายสมดุลแห่งธรรมชาติ…” เสียงของนางดังขึ้น แผ่วเบาแต่ดังก้องไปทั่วทั้งป่า
นักล่าหนุ่มถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มือกำธนูแน่น แต่เขากลับรู้สึกว่าร่างกายของตนเองเริ่มหนักขึ้นทุกที
“ข้า… ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด!” เขาตะโกนสวนกลับ แต่เสียงของเขาถูกกลืนหายไปกับเสียงพายุ
มาเดร มอนเตไม่ตอบ เธอเพียงยกมือขึ้น และทันใดนั้นเอง พายุรุนแรงก็พัดกระหน่ำ หอบเอาใบไม้และเถาวัลย์ร่วงหล่นรอบตัวเขา
และเขาก็เริ่มรู้แล้วว่า… เขาอาจไม่มีวันออกไปจากป่านี้อีกเลย
ฝนยังคงตกหนักไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เสียงพายุคำรามเหมือนเสียงโกรธเกรี้ยวของผืนป่า ต้นไม้โยกคลอน เถาวัลย์พันรัดแน่นขึ้นทุกที
เขาพยายามก้าวหนี แต่ไม่ว่าทางไหนก็มีเพียงต้นไม้ที่สูงใหญ่กว่าที่เขาจำได้ เส้นทางที่เคยคุ้นเคยกลายเป็นเขาวงกตที่ไร้ทางออก
หัวใจของเขาเต้นแรง นี่หรือคือพลังของมาเดร มอนเตเทพีที่ควบคุมป่าได้ดังใจ
“ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า หากเจ้าสำนึกผิด…” เสียงของนางดังก้องผ่านสายฝน
นักล่าหนุ่มทรุดตัวลงกับพื้น เขาไม่รู้จะทำอย่างไรอีกต่อไป
“ข้าผิดไปแล้ว…” เสียงของเขาเบากว่าที่เคยเป็น ไม่ใช่เพราะพายุเสียงดังเกินไป แต่เป็นเพราะเขารู้ตัวแล้วว่าตนเองเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ในดินแดนแห่งนี้
ฝนค่อย ๆ เบาลง ลมสงบ เถาวัลย์ที่เคยพันรอบตัวเขาคลายลงทีละนิด และแล้ว… ทุกอย่างก็มืดลง
รุ่งเช้า หมู่บ้านพบเขานอนหมดสติอยู่ที่ขอบป่า ดวงตาเบิกกว้าง ราวกับได้เห็นบางสิ่งที่เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ
เขาไม่เคยพูดอะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น และเหมือนสติของเขาจะถูกกลืนไปกับป่านั้นด้วย
แต่หลังจากวันนั้น… เขาไม่เคยกลับเข้าไปล่าสัตว์ในป่าอีกเลย
และเรื่องราวของมาเดร มอนเตยังคงถูกส่งต่อมา เตือนให้ผู้คนระลึกว่า ป่าไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สามารถควบคุมได้ และผู้ที่ล่วงละเมิดธรรมชาติ อาจไม่มีวันหาทางกลับออกมาอีกเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สามารถครอบครอง แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ที่จะเคารพ” ชายหนุ่มเชื่อว่าเขาสามารถควบคุมป่า ใช้มันตามใจโดยไม่ต้องสนใจผลที่ตามมา แต่ป่าไม่ใช่เพียงแหล่งล่าสัตว์หรือทรัพยากรที่ไม่มีที่สิ้นสุด มันมีชีวิต มีสมดุล และมีผู้เฝ้าดูแล มาเดร มอนเตไม่ได้ลงโทษเพราะความโกรธแค้น แต่เพราะผู้ที่ละเมิดธรรมชาติ ต้องเรียนรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่เหนือมันได้
“บางสิ่งไม่จำเป็นต้องถูกพิชิต บางสิ่งมีอยู่เพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน” มนุษย์ไม่ใช่ผู้ปกครองโลก แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมัน หากเราใช้ธรรมชาติอย่างไม่ระมัดระวัง วันหนึ่งมันจะทวงคืน และเมื่อถึงตอนนั้น อาจไม่มีใครหาทางกลับออกมาได้
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านโคลอมเบียเรื่องตำนานมาเดร มอนเต เทพีแห่งพงไพร (อังกฤษ: Madremonte, The Mother of the Forest) เป็นนิทานพื้นบ้านของโคลอมเบีย ที่ถูกเล่าขานในแถบชนบทและพื้นที่ป่าฝนของประเทศ ตำนานนี้สะท้อนความเชื่อของชาวพื้นเมืองและชาวนาเกี่ยวกับวิญญาณแห่งธรรมชาติ และความศักดิ์สิทธิ์ของป่าไม้ มาเดร มอนเตเป็นที่รู้จักในฐานะเทพีผู้พิทักษ์ป่า แม่น้ำ และความสมดุลของธรรมชาติ ผู้ที่ล่วงละเมิดป่าหรือทำลายธรรมชาติโดยไม่เคารพ จะต้องเผชิญกับพายุ หมอกหนา และเส้นทางที่วกวนไร้ทางออก
ชาวบ้านในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยป่าทึบและภูเขาสูง เชื่อว่ามาเดร มอนเตเป็นพลังลี้ลับที่ควบคุมฝนและพายุ เธอสามารถเรียกฝนให้ตกหนักจนท่วมพื้นที่เกษตรกรรม หรือทำให้แม่น้ำไหลเชี่ยวกรากจนผู้คนไม่สามารถสัญจรได้ ชาวนามักกล่าวว่า หากฝนตกหนักผิดปกติหรือไร่นาถูกน้ำท่วม อาจเป็นเพราะมีผู้ใดไปล่วงเกินดินแดนของมาเดร มอนเต
นิทานเรื่องนี้ยังสะท้อนแนวคิดของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นความเชื่อของชนพื้นเมืองอเมริกาใต้มาตั้งแต่โบราณ พวกเขาเชื่อว่าทุกสิ่งในธรรมชาติมีจิตวิญญาณ และหากมนุษย์ใช้มันโดยไม่เคารพ จะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ตำนานนี้ถูกเล่าต่อกันมาในหลายรูปแบบ บ้างกล่าวว่ามาเดร มอนเตเป็น หญิงสูงใหญ่ที่มีผิวปกคลุมด้วยใบไม้และผมยาวราวเถาวัลย์ บ้างกล่าวว่าเธอปรากฏตัวพร้อมกับพายุและหมอกหนา และสามารถทำให้ผู้บุกรุกป่าหลงทางจนไม่มีวันหาทางกลับได้
นิทานฉบับนี้นำตำนานมาเดร มอนเตมาตีความใหม่โดยเน้นบทบาทของเธอในฐานะผู้พิทักษ์ป่าที่ไม่ใช่เพียงสิ่งลี้ลับที่น่ากลัว แต่เป็นตัวแทนของธรรมชาติที่ต้องได้รับการเคารพ นักล่าหนุ่มในเรื่องไม่ได้ถูกลงโทษเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็น แต่เพราะเขามองป่าเป็นเพียงแหล่งทรัพยากร ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ต้องเคารพ มาเดร มอนเตไม่ได้เป็นเพียงผู้ลงโทษ แต่เป็นผู้สอนบทเรียนที่ไม่มีวันลืม
ตำนานมาเดร มอนเตยังคงถูกเล่าขานในโคลอมเบียจนถึงปัจจุบัน เตือนให้ผู้คนตระหนักว่าป่าไม้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรครอบครอง แต่เป็นสิ่งที่ต้องรักษาและอยู่ร่วมกันอย่างเคารพ หากไม่ทำเช่นนั้น ธรรมชาติจะทวงคืนทุกสิ่งด้วยพลังที่ไม่อาจควบคุมได้
“ธรรมชาติไม่ต้องการให้เราหวาดกลัว แต่มันต้องการให้เราเคารพ เพราะหากเราลืม… มันจะทำให้เราจดจำ”