ในดินแดนอันกว้างใหญ่ของอเมริกา มีเรื่องเล่าตำนานนิทานพื้นบ้านสากล ถึงชายผู้หนึ่งชายร่างยักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาไม่ใช่แค่คนตัดไม้ธรรมดา แต่เป็นผู้ที่สามารถเปลี่ยนภูมิประเทศได้ด้วยมือเปล่า และมีคู่หูเป็นวัวน้ำเงินขนาดมหึมา เรื่องราวของเขายิ่งใหญ่จนไม่มีใครแน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือเพียงตำนาน แต่ไม่ว่าอย่างไร ชื่อของเขายังคงก้องอยู่ในทุกผืนป่าที่เคยถูกโค่น และในทุกแม่น้ำที่เคยไหลผ่านรอยเท้าของเขา
นี่คือเรื่องราวของพอล บันยันและเบ๊บ วัวน้ำเงินยักษ์ เรื่องเล่าของชายผู้สร้างโลก แต่สุดท้าย… ก็ถูกโลกเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องพอล บันยันกับเบ๊บ วัวน้ำเงินยักษ์

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องพอล บันยันกับเบ๊บ วัวน้ำเงินยักษ์
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ว่ากันว่า ครั้งหนึ่ง ในคืนที่หนาวที่สุดของปี พายุหิมะโหมกระหน่ำหนักจนป่าทั้งผืนถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง และในคืนนั้นเอง เด็กชายคนหนึ่งก็ถือกำเนิดขึ้นมา
เขาไม่ได้เป็นเด็กธรรมดา… เขาคือพอล บันยัน! ตั้งแต่วินาทีที่เขาเกิด โลกก็แทบสั่นสะเทือน ว่ากันว่าต้องใช้ขวานตัดไม้ขนาดใหญ่เพื่อตัดสายรกของเขา และเมื่อเขาหาวครั้งแรกเกิดพายุหิมะกระจายไปทั่วหุบเขา
“เด็กคนนี้ต้องเป็นคนพิเศษแน่ ๆ!” หญิงชราผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านกล่าว และพอล บันยันก็เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่ตัวใหญ่กว่าคนปกติถึงสิบเท่า!
เมื่อเขาอายุเพียงขวบเดียว พ่อแม่ของเขาต้องสร้างเปลเด็กขนาดเท่าเรือสำราญ ให้เขานอน และทุกครั้งที่พอลคว่ำตัว เกิดแผ่นดินไหวจนหน้าต่างทุกบ้านสั่นสะเทือน “โอ๊ย! พอล! เจ้าต้องระวังตัวหน่อยสิ!” แม่ของเขาต้องตะโกนเตือนทุกวัน
แต่พอลไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น เขาแค่เกิดมาพร้อมพลังที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน!
เมื่อเขาเริ่มกินอาหาร พ่อแม่ของเขาพบว่าลูกชายของพวกเขามีความหิวระดับยักษ์ พ่อของเขาต้องเตรียมอาหารใส่เกวียนขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับผู้ใหญ่สิบคน ทุกมื้อ “กินเยอะขนาดนี้ พ่อกับแม่จะหมดตัวก่อนเจ้าจะโตพอดี!” พ่อของเขาแซว
และเมื่อพอล บันยันโตขึ้น เขาก็ยิ่งสูงใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเขาเริ่มเดินทุกก้าวที่เขาเหยียบทำให้พื้นดินเป็นหลุมขนาดใหญ่ เมื่อเขาลงไปเล่นน้ำในแม่น้ำน้ำเอ่อล้นไปท่วมฟาร์มของเพื่อนบ้าน และเมื่อเขาเล่นกับสัตว์ในป่ากวางและหมาป่าต้องหนีไปให้ไกลที่สุดเพราะเขาตัวใหญ่เกินไปสำหรับพวกมัน
แต่พอลเป็นเด็กที่จิตใจดีและรักธรรมชาติ เขาชอบช่วยเหลือผู้คน และแม้จะตัวใหญ่ขนาดนี้ เขาไม่เคยใช้พลังของตัวเองเพื่อทำร้ายใครเลย
วันหนึ่ง ขณะที่พายุหิมะพัดแรงที่สุดในรอบหลายปี พอลเดินออกไปสำรวจป่า และสิ่งที่เขาเจอก็เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
ตรงนั้นกลางทุ่งหิมะขาวโพลน มีบางสิ่งกำลังสั่นเทาด้วยความหนาว… มันคือลูกวัวตัวหนึ่ง แต่ไม่ใช่วัวธรรมดา มันเป็นวัวที่มีสีฟ้าสดใส ตั้งแต่หัวจรดหาง! มันคือเบ๊บ วัวน้ำเงินยักษ์!
พอลเห็นเจ้าวัวตัวน้อยสั่นด้วยความหนาว เขาจึงอุ้มมันขึ้นมาในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม “เจ้ามาทำอะไรอยู่ตรงนี้ เจ้าตัวเล็ก?” พอลพูดเบา ๆ
เบ๊บมองเขาด้วยดวงตากลมโต แม้วัวตัวนี้จะดูไม่เหมือนวัวตัวอื่น แต่มันก็ไม่กลัวพอลเลย พอลจึงตัดสินใจพามันกลับบ้าน และตั้งชื่อให้มันว่าเบ๊บ “ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะเป็นเพื่อนข้า เบ๊บ!”
เบ๊บเติบโตอย่างรวดเร็ว มันกินอาหารมากพอ ๆ กับพอล และตัวมันก็ใหญ่ขึ้นทุกวัน
ในเวลาไม่นาน พวกเขาก็กลายเป็น คู่หูที่แยกจากกันไม่ได้
พอลกับเบ๊บเริ่มออกเดินทางไปทั่วดินแดนอเมริกา พวกเขาผ่านป่าเขา แม่น้ำ และที่ราบกว้างใหญ่ พอลค้นพบว่าพลังของเขาสามารถใช้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้
เขาเริ่มทำงานเป็นคนตัดไม้ และแน่นอนว่าขวานของพอลก็ต้องพิเศษไม่แพ้ตัวเขา ขวานของพอลใหญ่เท่ากับต้นไม้ทั้งต้น!
และเมื่อพอลเหวี่ยงขวานครั้งเดียว ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดก็ล้มลงในพริบตา
เบ๊บ วัวน้ำเงินยักษ์ ก็คอยช่วยเขาลากซุงออกจากป่า ด้วยพลังที่มหาศาลของมัน
“ข้าว่าข้ากับเจ้าจะช่วยสร้างอะไรดี ๆ ให้ผู้คนได้นะ เบ๊บ!” และเขาพูดถูก พอลและเบ๊บสามารถ ตัดไม้ได้มากกว่าทีมตัดไม้ทั้งหมดในประเทศรวมกัน
พวกเขาทำงานหนัก สร้างเส้นทางและเปิดทางใหม่ ๆ ให้กับผู้คน ว่ากันว่า ทะเลสาบและแม่น้ำใหญ่หลายแห่งของอเมริกาเกิดขึ้นจากรอยเท้าของพอล!
ตำนานของพอล บันยันและเบ๊บ วัวน้ำเงินเริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่ว ทุกคนต่างเล่าขานถึงชายร่างยักษ์ที่มีพลังมากพอจะเปลี่ยนภูมิประเทศของอเมริกาได้เพียงลำพัง!
แต่เรื่องราวของพวกเขายังไม่จบเพียงเท่านี้…

เมื่อเรื่องราวของพอล บันยันและเบ๊บ วัวน้ำเงินยักษ์ แพร่กระจายไป ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างเล่าขานถึงความแข็งแกร่งของเขา หลายคนสงสัยว่าเขาเป็นมนุษย์จริง ๆ หรือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา
ว่ากันว่า พอลเป็นคนสร้างภูมิประเทศของอเมริกา!
- “แม่น้ำมิสซิสซิปปีเกิดจากการลากขวานของพอลบนพื้นดิน” เมื่อเขาลากขวานผ่านหุบเขา ดินก็แยกออก และแม่น้ำก็ไหลผ่านช่องนั้นจนกลายเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
- “เทือกเขาร็อกกี้เกิดขึ้นจากขี้เลื่อยของพอลตอนตัดต้นไม้” ว่ากันว่าพอลตัดต้นไม้มากเสียจนขี้เลื่อยกองพะเนินกลายเป็นภูเขาสูงตระหง่าน
- “ทะเลสาบใหญ่ทั้งห้าของอเมริกาเกิดจากรอยเท้าของเบ๊บ วัวน้ำเงินยักษ์” เพราะทุกครั้งที่เบ๊บเดินไปตามทาง มันเหยียบพื้นดินจนเป็นหลุมขนาดใหญ่ และเมื่อฝนตก น้ำก็เติมเต็มจนกลายเป็นทะเลสาบ
ทุกคนที่เคยพบพอลต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีใครเทียบเทียมเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นคนตัดไม้ นายพราน หรือคาวบอยผู้เก่งกาจ
แต่พอลไม่เคยใช้พลังของเขาเพื่ออวดอ้างหรือข่มเหงใคร เขาเป็นคนใจดี และเชื่อว่าพลังของเขาควรถูกใช้เพื่อสร้าง ไม่ใช่เพื่อทำลาย
เขาเดินทางไปทั่วอเมริกา ใช้ขวานของเขาตัดไม้เพื่อเปิดทางให้กับผู้คน และสร้างเส้นทางใหม่ ๆ ที่ช่วยให้ประเทศเติบโตขึ้น
แต่ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปที่ไหน เบ๊บ วัวน้ำเงินก็ยังคงเป็นเพื่อนคู่ใจของเขาเสมอ
หลายปีผ่านไป อเมริกาเริ่มเปลี่ยนไป เมืองเติบโตขึ้น เทคโนโลยีก้าวหน้า และเครื่องจักรเริ่มเข้ามาแทนที่แรงงานคน
โรงเลื่อยจักรกลสามารถตัดต้นไม้ได้เร็วขึ้น รถไฟสามารถขนไม้ไปได้ไกลกว่าเดิม คนตัดไม้ที่เคยทำงานร่วมกับพอลเริ่มหายไปทีละคน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่แม้แต่พอลเองก็ไม่อาจหยุดยั้งได้
เขาเริ่มสงสัยว่า โลกนี้ยังต้องการชายที่ตัวใหญ่เกินไปสำหรับเมืองและเครื่องจักรหรือไม่
วันหนึ่ง พอลและเบ๊บยืนมองดูเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยปล่องไฟและรถไฟไอน้ำ เขายิ้มบาง ๆ แล้วเอื้อมมือลูบคอเบ๊บ
“ดูเหมือนว่า ถึงเวลาของเราจะหมดลงแล้วนะ เจ้าคู่หู” เบ๊บมองเขาด้วยสายตาเข้าใจ
ว่ากันว่าพอลและเบ๊บเดินทางเข้าไปในป่าลึก ที่ไม่มีใครรู้จัก และไม่เคยมีใครพบเห็นเขาอีกเลย
แต่บางคนเชื่อว่า พอล บันยันไม่ได้จากไปจริง ๆ
พวกเขาเชื่อว่าในคืนที่พายุโหมกระหน่ำที่สุด ในค่ำคืนที่ฟ้าร้องดังที่สุด หากเงี่ยหูฟังให้ดี… เสียงก้องของฟ้าร้องอาจไม่ใช่แค่เสียงพายุ แต่มันอาจเป็นเสียงขวานของพอลที่ยังคงฟาดลงบนต้นไม้อยู่ที่ไหนสักแห่ง
และเบ๊บ… วัวน้ำเงินในตำนาน อาจยังคงเดินเคียงข้างชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา
ตำนานของพอล บันยันและเบ๊บ วัวน้ำเงินยักษ์ ยังคงถูกเล่าขานไปตลอดกาล…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้พลังจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา พอล บันยันคือชายผู้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ด้วยสองมือ แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคของเครื่องจักร ความยิ่งใหญ่ของเขาก็ถูกแทนที่ เขาไม่ได้พ่ายแพ้ต่อใคร แต่พ่ายแพ้ต่อกาลเวลา
เรื่องราวของพอลเตือนให้เรารู้ว่าไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะทรงพลังหรือเก่งกาจเพียงใด สุดท้ายทุกสิ่งต้องหลีกทางให้อนาคต แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ตลอดไป คือตำนานของผู้ที่ใช้พลังของตนเพื่อสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพื่อทำลาย
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องพอล บันยันกับเบ๊บ วัวน้ำเงินยักษ์ (อังกฤษ: Paul Bunyan and Babe the Blue Ox) เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา ต้นกำเนิดของเรื่องนี้มาจากกลุ่มคนตัดไม้ในแถบอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในรัฐมินนิโซตา วิสคอนซิน และมิชิแกน ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมตัดไม้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
เรื่องราวของพอล บันยัน เริ่มต้นจากตำนานเล่าขานกันปากต่อปาก ในหมู่คนตัดไม้ โดยพวกเขาสร้างเรื่องราวของชายร่างยักษ์ที่สามารถตัดไม้ได้เร็วและมากกว่าคนทั่วไปเพื่อขยายขอบเขตงานของพวกเขา พอลจึงกลายเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่ง ความขยัน และจิตวิญญาณแห่งแรงงานอเมริกัน
ตำนานของพอลถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกโดย James MacGillivray ในปี 1906 ผ่านบทความในหนังสือพิมพ์ และต่อมา William B. Laughead ได้นำเรื่องราวนี้มาปรับแต่งให้เป็นนิทานพื้นบ้านที่แพร่หลายมากขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
“Babe the Blue Ox” หรือเบ๊บ วัวน้ำเงินยักษ์ ถูกเพิ่มเข้ามาในเรื่องราวภายหลัง และกลายเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและความซื่อสัตย์ของพอล บันยัน
เมื่ออุตสาหกรรมตัดไม้เริ่มลดลง และเครื่องจักรเข้ามาแทนที่แรงงานคน เรื่องราวของพอล บันยันก็เริ่มสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกและการเลือนหายไปของยุคแรงงานแบบเดิม ทำให้ตำนานนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของชายผู้แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ของอเมริกา
ปัจจุบัน ตำนานของพอล บันยันยังคงถูกเล่าขานผ่านหนังสือเด็ก แอนิเมชัน รูปปั้นขนาดใหญ่ในหลายรัฐของสหรัฐฯ และยังเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมอเมริกันมากที่สุด
“แม้จะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่มีใครแข็งแกร่งไปกว่ากาลเวลา และไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป นอกจากเรื่องราวที่เราทิ้งไว้ให้โลกจดจำ”