กลางแผ่นดินจีนอันกว้างใหญ่ มีเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านสากล มีหมู่บ้านเล็ก ๆ จากจีนที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาและลำธารใส ผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำไร่ไถนา เลี้ยงสัตว์ และช่วยเหลือกันตามธรรมเนียมโบราณ ทุกวันดูเหมือนจะเหมือนเดิม ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
ในหมู่บ้านนี้ มีชายชราผู้หนึ่งชื่อซยง เขาอาศัยอยู่กับลูกชายและใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่แล้ววันหนึ่ง เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนในหมู่บ้านต้องหันมาสนใจชายชราผู้นี้ และเริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เราสามารถตัดสินมันได้จริงหรือไม่…? กับนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องความโชคร้ายของซยง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องความโชคร้ายของซยง
กลางครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กลางหุบเขาอันเงียบสงบของแผ่นดินจีน มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่ ท่ามกลางไร่นาและลำธารที่ไหลผ่าน ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เลี้ยงสัตว์ ทำไร่ และช่วยเหลือกันตามประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ
ในหมู่บ้านนี้ มีชายชราผู้หนึ่งชื่อซยง เขาไม่ได้ร่ำรวย ไม่มีตำแหน่งสูงส่ง แต่เป็นคนสุขุมและเปี่ยมไปด้วยปัญญา ชาวบ้านหลายคนเคารพเขาในฐานะผู้ที่มีมุมมองต่อชีวิตแตกต่างจากคนทั่วไป
วันหนึ่ง ซยงตื่นเช้าตามปกติ ออกมาให้อาหารม้าตัวโปรดที่เขาเลี้ยงไว้ ม้าตัวนี้ไม่ใช่เพียงสัตว์เลี้ยง แต่เป็นทั้งเพื่อนและกำลังสำคัญในการช่วยงานในไร่นาของเขา แต่เช้าวันนั้น มีสิ่งผิดปกติคอกม้าว่างเปล่า!
“ม้าของข้าหายไป!” ซยงเอ่ยขึ้น ขณะที่ลูกชายของเขาวิ่งมาดูด้วยสีหน้าตื่นตกใจื “พ่อ! เมื่อคืนเราล็อกคอกแน่นหนาแล้ว มันจะหนีไปไหนได้?”
ข่าวแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว เพื่อนบ้านพากันมามุงดู และเมื่อแน่ใจว่าไม่มีร่องรอยของม้าแล้ว พวกเขาก็เริ่มแสดงความเห็นกันไปต่าง ๆ นานา
“ซยง ช่างโชคร้ายเสียจริง! ม้าตัวนั้นช่วยงานเจ้าได้ตั้งมากมาย นี่คงเป็นลางร้ายแน่ ๆ!”
“ใช่! ม้าดี ๆ แบบนั้นหายไป ข้าคงทนไม่ได้แน่”
ซยงฟังคำพูดเหล่านั้นแล้วเพียงยิ้มบาง ๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบว่า “บางที อาจเป็นโชคดีก็ได้นะ”
คำพูดของซยงทำให้ชาวบ้านพากันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ “ม้าหายจะเป็นโชคดีได้ยังไงกัน?” พวกเขาคิด แต่เมื่อซยงไม่พูดอะไรเพิ่มเติม พวกเขาก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วแยกย้ายกลับไป
ผ่านไปหลายวัน จู่ ๆ ก็มีเสียงม้าร้องดังมาจากทางป่า และเมื่อซยงเดินออกไปดู เขาก็ต้องตกตะลึง ม้าของเขากลับมาแล้ว! และมันไม่ได้กลับมาคนเดียว มันพาม้าป่าตัวใหญ่แข็งแรงมาด้วยอีกตัว!
“โอ้โห! มหัศจรรย์จริง ๆ!” ชาวบ้านรีบมารวมตัวกัน “ซยง เจ้าช่างโชคดีเหลือเกิน! ตอนแรกเจ้าสูญเสียม้าไป แต่บัดนี้เจ้ากลับมีถึงสองตัว!”
แต่แทนที่ซยงจะดีใจเหมือนที่พวกเขาคาดหวัง เขากลับตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายเหมือนเคย “บางที อาจเป็นโชคร้ายก็ได้นะ”
ชาวบ้านเริ่มสับสน “นี่มันเรื่องอะไรกัน? ได้ม้าฟรี ๆ มาอีกตัวแท้ ๆ ยังจะเรียกว่ามีโชคร้ายได้ยังไง?” แต่ไม่มีใครคัดค้านอะไรซยงอีก เพราะพวกเขาไม่เข้าใจตรรกะของชายชรา
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มเข้าใจคำพูดของซยง…
หลังจากที่ได้ม้าป่ามา ลูกชายของซยงรู้สึกตื่นเต้นมาก “พ่อ ข้าจะฝึกมันให้เชื่อง ข้าจะทำให้มันกลายเป็นม้าศึกที่แข็งแกร่ง!”
ซยงมองดูลูกชายของเขาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนพยักหน้า “จงระวังไว้ล่ะ ม้าป่านั้นไม่เหมือนม้าบ้าน มันไม่ยอมให้ใครควบคุมง่าย ๆ”
ลูกชายไม่สนใจคำเตือน เขานำม้าป่าออกไปยังลานฝึกและพยายามจะขี่มัน แต่ทันทีที่เขากระโดดขึ้นบนหลังม้ามันพยศอย่างรุนแรง! “เฮ้ย! อ๊ากก!!”
ม้ากระโดดดิ้นสะบัด ทำให้ร่างของเขาลอยขึ้นกลางอากาศก่อนตกกระแทกพื้นอย่างแรง เสียงกระดูกแตกร้าวดังขึ้น “กร๊อบ!!” ลูกชายของซยงร้องลั่น ขาขวาของเขาหัก!!
ชาวบ้านรีบมาดูเหตุการณ์ บางคนช่วยพยุงเขาขึ้น บางคนวิ่งไปเอาผ้าพันแผล เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ไปทั่ว
“โอ้ ไม่นะ! ลูกชายของซยงขาหักเสียแล้ว!”
“ข้าเคยได้ยินว่าถ้าขาหัก อาจเดินไม่ได้อีกเลย…”
“ซยง ช่างโชคร้ายเสียจริง! ตอนแรกเหมือนจะเป็นโชคดี แต่สุดท้ายกลับนำภัยมาสู่ลูกชายของเขา!”
แต่เมื่อทุกคนหันไปมองซยง หวังจะเห็นเขาแสดงความเสียใจหรือความทุกข์ใจ เขากลับมีสีหน้าสงบนิ่ง ก่อนกล่าวว่า “บางที อาจเป็นโชคดีก็ได้นะ”
ชาวบ้านถึงกับพูดไม่ออก “เขาเสียสติไปแล้วหรือเปล่า? ลูกชายขาหักทั้งคน นี่มันจะเป็นโชคดีได้ยังไง?”
ไม่มีใครเข้าใจคำพูดของซยง และแม้แต่ลูกชายของเขาที่นอนเจ็บอยู่ก็มองพ่อของตนเองด้วยสายตาสับสน
แต่ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็ได้รู้ว่าคำพูดของซยงไม่ใช่เรื่องไร้สาระเลย…

ไม่นานหลังจากที่ลูกชายของซยงขาหัก หมู่บ้านก็ได้รับข่าวร้ายที่ทำให้ทุกคนต้องหวาดหวั่น กองทัพของจักรพรรดิกำลังทำสงคราม และมีคำสั่งให้เกณฑ์ชายหนุ่มทุกคนเข้าร่วมกองทัพ!
เช้าวันหนึ่ง ทหารของจักรพรรดิมาถึงหมู่บ้าน พวกเขาขี่ม้าผ่านถนนสายหลัก ตะโกนก้องให้ทุกครอบครัวนำลูกชายออกมาแสดงตัว “จักรพรรดิมีคำสั่ง! ชายหนุ่มทุกคนที่แข็งแรงพอจะจับอาวุธ จงเตรียมตัวเข้าสู่สนามรบ!”
เสียงร่ำไห้ดังไปทั่วหมู่บ้าน บิดามารดาหลายคนทรุดลงร้องไห้เมื่อรู้ว่าลูกชายของตนต้องไปทำสงคราม บางคนพยายามอ้อนวอนขอให้ลูกชายได้รับการยกเว้น แต่ทหารไม่มีความเมตตาใด ๆ—ผู้ใดที่แข็งแรงต้องไป ไม่มีข้อยกเว้น!
แต่เมื่อลูกชายของซยงถูกเรียกตัว ทหารก็ต้องขมวดคิ้ว “ขาหักงั้นหรือ? แบบนี้สู้รบไม่ได้แน่ พาไปก็มีแต่เป็นภาระ ปล่อยเขาไว้ที่นี่เถอะ!”
ชาวบ้านพากันมองซยงด้วยสายตาตกตะลึง ก่อนเปลี่ยนเป็นความอิจฉา “ไม่น่าเชื่อ! ลูกชายของพวกเราถูกพาตัวไปทั้งหมด แต่ลูกชายของซยงกลับรอดจากสงครามเพราะอุบัติเหตุครั้งนั้น!”
“ช่างเป็นโชคดีจริง ๆ!” ทุกคนต่างรุมล้อมซยง บางคนถึงกับจับมือเขาแน่น ราวกับต้องการให้โชคดีของเขาติดมาถึงตนเองด้วย แต่ซยงเพียงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบเช่นเคย… “บางที อาจเป็นโชคร้ายก็ได้นะ”
สงครามดำเนินไปอย่างยาวนาน หลายปีผ่านไป ไม่มีข่าวคราวจากชายหนุ่มที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเลย บรรดาครอบครัวที่ส่งลูกหลานเข้าสู่สนามรบ ต่างเฝ้ารอพวกเขากลับมา แต่แล้วข่าวร้ายก็เดินทางมาถึงทหารที่ถูกเกณฑ์ไปในปีนั้นเกือบทั้งหมดเสียชีวิต ไม่มีใครรอดกลับมา!
ชาวบ้านที่เคยส่งเสียงโห่ร้องให้ลูกชายของตนเป็นวีรบุรุษ บัดนี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในความโศกเศร้า หมู่บ้านเต็มไปด้วยหญิงหม้ายและมารดาผู้สูญเสียบุตร ไม่มีชายหนุ่มเหลืออยู่พอที่จะช่วยทำงานหนักในไร่นา หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส
แต่ซยงและลูกชายของเขายังคงอยู่ พวกเขาสามารถทำไร่ไถนา มีอาหารกิน ไม่ขัดสนเหมือนครอบครัวอื่น
วันหนึ่ง เพื่อนบ้านคนหนึ่งที่เคยเยาะเย้ยซยง เดินเข้ามาพร้อมกับแววตาสำนึกผิด เขามองซยงแล้วถอนหายใจยาว ก่อนกล่าวเสียงเบา “ข้าเข้าใจแล้ว ซยง… โชคร้ายอาจกลายเป็นโชคดี และโชคดีอาจนำพาไปสู่โชคร้าย ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่เราสามารถตัดสินได้ในทันที”
ซยงพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เขาเพียงก้มลงดูแลต้นกล้าในไร่นาของตน ดำเนินชีวิตต่อไปอย่างเรียบง่ายเหมือนเดิม
สุดท้ายแล้ว ชีวิตก็เป็นเช่นนั้นเคราะห์กรรมและโชคชะตา ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราสามารถคาดเดาได้เสมอไป…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… โชคร้ายและโชคดีเป็นเพียงมุมมองของเราในช่วงเวลาหนึ่ง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเคราะห์กรรมในวันนี้ อาจกลายเป็นพรที่ซ่อนอยู่ในวันพรุ่งนี้ หรือในทางกลับกัน สิ่งที่เราคิดว่าเป็นโชคดี อาจนำพาหายนะมาให้ในที่สุด ชีวิตเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดแน่นอน
ดังนั้นอย่ายึดติดกับความสุขหรือความทุกข์ชั่วคราว เพราะทุกอย่างล้วนเป็นเพียงช่วงเวลาที่ผ่านไปเหมือนกระแสน้ำ หากเรามองโลกด้วยใจที่สงบ เราจะเข้าใจว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางชีวิตที่ยังดำเนินต่อไป
ความทุกข์ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป เช่นเดียวกับความสุข หากเราเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งด้วยใจเป็นกลาง เราจะสามารถก้าวข้ามความกลัวและความยึดติดได้ ชีวิตไม่อาจควบคุมได้ทุกอย่าง แต่เราสามารถควบคุมวิธีที่เรามองและตอบสนองต่อมันได้
ท้ายที่สุดสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าเราจะพบเจอโชคดีหรือโชคร้าย แต่คือการมีจิตใจที่มั่นคง พร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตโดยไม่หวั่นไหว
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องความโชคร้ายของซยง (อังกฤษ: Sion’s Misfortune) นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจากปรัชญาจีนโบราณ โดยเฉพาะแนวคิดของเต๋า (Daoism) ซึ่งเน้นเรื่องความไม่แน่นอนของชีวิต และความสมดุลของหยินหยาง ที่สอนว่าทุกสิ่งในโลกล้วนมีสองด้านความโชคร้ายอาจแฝงไปด้วยโชคดี และความโชคดีอาจนำไปสู่เคราะห์กรรมได้ในที่สุด
นิทานประเภทนี้พบได้บ่อยในวรรณกรรมจีน มีเรื่องเล่าคล้ายคลึงกันที่รู้จักกันดีในชื่อชายชรากับม้า ซึ่งเป็นสุภาษิตจีนที่แปลว่า “เคราะห์ร้ายอาจกลายเป็นโชคดี”. เรื่องนี้ปรากฏครั้งแรกในบันทึกประวัติศาสตร์จอจื่อ ซึ่งเป็นตำราปรัชญาที่เขียนขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่น (ราว 206 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 220)
นิทานเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเล่าที่ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากปรัชญานี้ และสะท้อนแนวคิดของอู่เหวยหรือการปล่อยวางและไม่ฝืนธรรมชาติ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของเต๋า ซยงเป็นตัวแทนของผู้ที่เข้าใจธรรมชาติของชีวิต เขาไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกครอบงำด้วยความดีใจหรือความเสียใจเกินไป เพราะรู้ว่าทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
เรื่องนี้ยังเป็นต้นแบบของนิทานสอนใจอีกหลายเรื่องในวัฒนธรรมจีน รวมถึงมีอิทธิพลต่อสุภาษิตและคติสอนใจในประเทศอื่น ๆ ที่รับวัฒนธรรมจีน เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลี แนวคิดเดียวกันนี้ยังปรากฏในปรัชญาของเซน (禅) ที่เน้นให้มีใจเป็นกลาง และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปโดยไม่ยึดติดกับสิ่งใดมากเกินไป
แม้ว่าจะเป็นนิทานที่เล่ากันมาหลายร้อยปี แต่นิทานเรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องราวที่สะท้อนสัจธรรมของชีวิต และยังสามารถใช้เป็นบทเรียนสำหรับคนในยุคปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง
“โชคดีหรือโชคร้าย ล้วนเป็นเพียงเศษเสี้ยวของกาลเวลา สิ่งเดียวที่แท้จริง คือจิตใจที่ไม่หวั่นไหวต่อมัน”