ในยุคสมัยที่เทพเจ้าและปีศาจยังคงแฝงตัวอยู่ในโลกมนุษย์ มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลชื่อดังจากจีน เล่าถึงการเดินทางอันยิ่งใหญ่ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและภัยอันตราย ผู้เดินทางต้องเผชิญกับดินแดนอันลึกลับ สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ และบททดสอบที่ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อน
ว่ากันว่าผู้ที่สามารถฟันฝ่าทุกขวากหนามไปจนถึงจุดหมายปลายทางได้ จะได้รับสิ่งล้ำค่าที่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งไปตลอดกาล เรื่องราวของพวกเขาถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันเลือนหาย กับนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋ว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋ว
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนยอดเขาฮัวกั่วซาน มีหินศักดิ์สิทธิ์ก้อนหนึ่งที่ซึมซับพลังแห่งสวรรค์และพิภพมาหลายพันปี วันหนึ่ง หินก้อนนั้นแตกออกให้กำเนิดลิงวิเศษตัวหนึ่ง ลิงตัวนี้ไม่ธรรมดา เพราะมันสามารถพูดและคิดได้ตั้งแต่เกิด มันฉลาด ว่องไว และมีพลังเหนือกว่าลิงทั่วไป
ลิงน้อยเติบโตขึ้นในหมู่ฝูงลิง มันเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ได้รับความเคารพจากพวกพ้อง และได้รับฉายาว่าซุนหงอคง หรือผู้ตื่นรู้แห่งพญาวานร แต่ถึงแม้มันจะมีทุกสิ่งอำนาจ ความเคารพ และความสุขมันกลับรู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง
วันหนึ่ง เพื่อนลิงถามขึ้นว่า “เหตุใดเราต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย? ไม่มีทางใดที่จะเป็นอมตะได้หรือ?” คำถามนี้สะกิดใจซุนหงอคง มันเริ่มตระหนักว่าความแข็งแกร่งไม่อาจเอาชนะความตายได้ มันจึงออกเดินทางแสวงหาความรู้และพลังที่จะทำให้มันเป็นอมตะ
ซุนหงอคงเดินทางข้ามภูเขาและมหาสมุทร จนได้พบอาจารย์สุภูติ เซียนผู้วิเศษที่ยอมรับมันเป็นศิษย์ เมื่อเห็นว่าลิงตัวนี้มีพรสวรรค์ อาจารย์จึงสอนวิชาอันล้ำค่าให้ 72 วิชาแปลงกาย สามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็นอะไรก็ได้, เมฆวิเศษเหินเดินฟ้า กระโดดได้ไกล 108,000 ลี้, เวทย์เสกขนแปลงเป็นร่างแยก ใช้เส้นขนของตนเองเสกเป็นร่างเงา
ซุนหงอคงเรียนรู้ทุกอย่างอย่างรวดเร็วแต่มันยังคงเต็มไปด้วยอัตตา “ข้าจะแข็งแกร่งที่สุด ข้าจะปกครองทั้งสวรรค์และโลก!”
ความกระหายในอำนาจของมันไม่มีที่สิ้นสุด มันเดินทางไปยังวังมังกรใต้ทะเล และขโมยกระบองวิเศษอาวุธที่สามารถยืดหดได้ จากนั้นมันขึ้นไปบนสวรรค์ท้าทายเหล่าเทพ และประกาศตนเป็นมหาเทพเสมอฟ้า
แต่แล้วพระยูไล หรือพระพุทธเจ้า ได้ปรากฏตัวขึ้น และถามซุนหงอคงว่า “เจ้าคิดว่าเจ้ามีพลังมากแค่ไหน?”
“ข้าสามารถกระโดดไปถึงสุดขอบฟ้า ไม่มีที่ใดที่ข้าไปไม่ได้!”
พระยูไลจึงยื่นมือออกมาและกล่าวว่า “หากเจ้ากระโดดออกไปให้พ้นฝ่ามือของข้า ข้าจะให้เจ้าปกครองสวรรค์”
ซุนหงอคงหัวเราะเยาะ กระโดดข้ามหมู่เมฆ ข้ามขอบฟ้า จนไปถึงเสาหินห้าต้น มันคิดว่านี่คือสุดขอบจักรวาล มันจึงจารึกชื่อของตนไว้บนเสาหินและรีบกลับมาหาพระยูไล “ข้าชนะแล้ว!”
พระยูไลเพียงพลิกฝ่ามือ แล้วซุนหงอคงก็ตระหนักว่าเสาหินที่มันเห็นก็คือนิ้วมือของพระยูไลเอง
“เจ้ายังติดอยู่ในเงาของอัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าทำได้นอกจากวิ่งวนอยู่ในกรงของตัวเอง”
จากนั้น พระยูไลใช้ฝ่ามือกดซุนหงอคงไว้ใต้ภูเขาห้าธาตุ เป็นเวลา 500 ปี ให้มันได้ใช้เวลาไตร่ตรองถึงความผิดพลาดของตน
หลายร้อยปีผ่านไป ในโลกมนุษย์พระถังซัมจั๋ง พระภิกษุผู้มีศรัทธาแรงกล้า ได้รับมอบหมายจากจักรพรรดิถังไท่จง ให้เดินทางไปชมพูทวีป (อินเดีย) เพื่อนำพระไตรปิฎก กลับมายังจีน
พระถังซัมจั๋งเป็นตัวแทนของศรัทธาและปัญญา แม้ร่างกายของเขาจะอ่อนแอ แต่จิตใจของเขามั่นคง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค พระยูไลจึงส่งเขาไปปลดปล่อยซุนหงอคงที่ถูกจองจำ
เมื่อพระถังซัมจั๋งเดินทางมาถึงภูเขาห้าธาตุ เขาพบซุนหงอคงที่ถูกขังไว้ “เจ้าจะออกจากที่นี่ได้ หากเจ้าติดตามข้าและปกป้องข้าในการเดินทาง”
ซุนหงอคงแม้จะโอหัง แต่ 500 ปีแห่งความโดดเดี่ยวได้ทำให้มันสงบลงบางส่วน มันยอมรับข้อเสนอ แต่พระยูไลรู้ว่า ลิงตัวนี้ยังมีอัตตาอยู่ จึงมอบวงแหวนทอง ให้แก่พระถังซัมจั๋ง หากซุนหงอคงไม่เชื่อฟัง พระถังซัมจั๋งสามารถสวดมนต์เพื่อบีบรัดศีรษะของมันให้เจ็บปวดจนทนไม่ไหว
“เจ้ามีพลังมากมาย แต่พลังที่แท้จริงคือการควบคุมตนเองได้” ซุนหงอคงรู้สึกขัดเคือง แต่ก็รู้ว่านี่คือโอกาสที่สอง มันจึงยอมออกเดินทางสู่ชมพูทวีปไปพร้อมกับพระถังซัมจั๋ง
ระหว่างทาง พระถังซัมจั๋งพยายามอบรมซุนหงอคงให้เข้าใจหลักของความเมตตาและการปล่อยวาง แต่ซุนหงอคงยังคงแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยกำลัง มันยังไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว พลังที่แท้จริงอยู่ที่การชนะใจตนเอง ไม่ใช่การชนะศัตรู
แม้จะมีความขัดแย้ง แต่พวกเขาก็เริ่มเดินทางร่วมกัน ผ่านป่าเขาและแม่น้ำ ต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย และระหว่างทาง พวกเขายังต้องพบกับสหายอีกสองคน ที่จะมาร่วมเดินทางไปด้วยกัน…
พระถังซัมจั๋งและซุนหงอคงเดินทางต่อไปสู่ชมพูทวีป แม้จะมีพลังมหาศาล แต่ซุนหงอคงยังคงแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยกำลัง มันยังไม่เข้าใจว่าพลังที่แท้จริงคือการควบคุมตนเอง ไม่ใช่แค่การกำจัดศัตรู
วันหนึ่ง ทั้งสองเดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัว พวกเขาบอกว่ามีปีศาจหมูตัวหนึ่ง คอยขโมยอาหารและลักพาตัวผู้คน
เมื่อซุนหงอคงไปถึงมันพบปีศาจหมูตัวนั้นอยู่ในถ้ำ แต่เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากัน กลับพบว่าปีศาจตนนั้นพูดภาษามนุษย์ได้และไม่ได้ชั่วร้ายอย่างที่คิด
“ข้าไม่ได้อยากเป็นปีศาจ ข้าเคยอยู่บนสวรรค์ แต่เพราะความผิดพลาด ข้าถูกลงโทษให้กลายเป็นเช่นนี้”
ปีศาจหมูเล่าว่ามันเคยเป็นแม่ทัพบนสวรรค์ แต่เพราะความลุ่มหลงในกิเลส ทำให้มันถูกขับไล่และกลายเป็นปีศาจหมู
ซุนหงอคงเตรียมจะกำจัดมัน แต่พระถังซัมจั๋งกลับเลือกที่จะให้อภัยและชวนมันเดินทางไปด้วยกัน “เจ้าต้องการไถ่โทษไหม?”
ปีศาจหมูนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า มันได้รับชื่อใหม่ว่าตือโป๊ยก่าย และเข้าร่วมเป็นศิษย์ของพระถังซัมจั๋ง
การเดินทางดำเนินต่อไป และไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ที่นั่นมีปีศาจน้ำตนหนึ่งอาศัยอยู่ มันมีร่างกายใหญ่โต ดวงตาคมกริบ และเฝ้าปากแม่น้ำมานานปี ไม่มีใครกล้าข้าม “ใครก็ตามที่คิดจะข้ามแม่น้ำนี้ ต้องผ่านข้าก่อน!”
แต่เมื่อพวกเขาสู้กัน ซุนหงอคงพบว่าปีศาจตนนี้ไม่ได้ดุร้าย มันเพียงแค่ถูกเนรเทศจากสวรรค์เช่นเดียวกับตือโป๊ยก่าย และรอคอยการไถ่โทษ
เมื่อพระถังซัมจั๋งเอ่ยถาม “เจ้าปรารถนาที่จะกลับไปสู่ทางแห่งธรรมไหม?”
ปีศาจน้ำลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะและกล่าวว่า “ข้ายอมแล้ว”
มันจึงได้รับชื่อใหม่ว่าซัวเจ๋ง และกลายเป็นศิษย์คนที่สาม
ในที่สุด คณะเดินทางก็ครบสมบูรณ์ พระถังซัมจั๋ง, ซุนหงอคง, ตือโป๊ยก่าย และซัวเจ๋ง แต่การเดินทางที่แท้จริงของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

ระหว่างทางไปชมพูทวีป พวกเขาต้องเผชิญกับปีศาจและอุปสรรคมากมาย
พระถังซัมจั๋งเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่เลือดของเขาถูกเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ หากปีศาจตนใดได้กินเลือดของเขามันจะกลายเป็นอมตะ นั่นทำให้ปีศาจจำนวนมากหมายจะจับตัวพระถังซัมจั๋ง
ในแต่ละบททดสอบ ซุนหงอคงใช้พละกำลังและไหวพริบจัดการศัตรู แต่ปัญหาที่แท้จริงของมันกลับเป็นตัวมันเอง
ในหลายครั้ง พระถังซัมจั๋งกลับไม่เข้าใจซุนหงอคง และเชื่อคำหลอกลวงของปีศาจแทน ทำให้ซุนหงอคงถูกลงโทษ โดยที่ความจริงแล้ว มันคือผู้ปกป้องที่แท้จริง “เหตุใดอาจารย์จึงไม่เชื่อข้า?”
“เพราะเจ้ามีแต่ความโกรธและความรุนแรง เจ้าคิดถึงแต่การกำจัดศัตรู ไม่ใช่การชนะใจตนเอง” ซุนหงอคงเริ่มเข้าใจว่าปัญหาของมันไม่ใช่แค่ปีศาจภายนอก แต่คือความดื้อรั้นของตัวมันเอง
ในอีกด้านหนึ่งตือโป๊ยก่ายยังคงลุ่มหลงในกิเลส มันชอบกิน ดื่ม และหวั่นไหวต่อความเย้ายวนของมนุษย์ มันเป็นตัวแทนของความอ่อนแอที่ยังต้องได้รับการขัดเกลา
ส่วนซัวเจ๋งแม้จะไม่เก่งกาจเท่าซุนหงอคง แต่เขามีความอดทนและซื่อสัตย์เสมอ เป็นตัวแทนของผู้ที่ยอมรับกรรมของตนและพยายามใช้ชีวิตใหม่อย่างอดทน
วันหนึ่ง คณะเดินทางมาถึงป่าลึก ปีศาจตนหนึ่งที่ชื่อว่า “ปีศาจกระดูกขาว” ได้วางแผนจะจับพระถังซัมจั๋ง
มันใช้เวทย์มนตร์แปลงร่างเป็นหญิงชรา และเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระถังซัมจั๋ง ซุนหงอคงมองออกว่านี่ไม่ใช่มนุษย์ แต่มันเป็นปีศาจ จึงใช้กระบองฟาดหญิงชราไป
ทันใดนั้น ร่างของหญิงชรากลายเป็นควัน และปีศาจก็หนีไป แต่พระถังซัมจั๋งกลับตกใจ และกล่าวว่า “เหตุใดเจ้าจึงต้องฆ่าผู้บริสุทธิ์?”
ไม่นานนัก ปีศาจกระดูกขาวกลับมาอีกครั้ง คราวนี้แปลงเป็นชายหนุ่มที่ร้องไห้ ซุนหงอคงใช้กระบองฟาดอีกครั้ง
แต่แทนที่พระถังซัมจั๋งจะเห็นความจริง เขากลับคิดว่าซุนหงอคงกระหายความรุนแรง และขับไล่เขาออกจากคณะเดินทาง “ข้าจะเดินทางต่อไปโดยไม่มีเจ้า!”
เมื่อซุนหงอคงจากไปพระถังซัมจั๋งก็ถูกปีศาจจับตัวไปทันที
ตือโป๊ยก่ายและซัวเจ๋งพยายามช่วย แต่ไม่มีพลังพอ ในที่สุดพวกเขาจึงต้องไปขอให้ซุนหงอคงกลับมา
ซุนหงอคงลังเล เพราะเขาถูกเข้าใจผิดมาตลอด แต่ในที่สุด เขาก็เลือกที่จะกลับมา เพราะเขารู้ว่าเขาเป็นผู้ปกป้อง ไม่ใช่เพื่อการได้รับคำชม แต่เพราะมันคือสิ่งที่ถูกต้อง “ข้ากลับมาไม่ใช่เพราะอาจารย์เชื่อข้า แต่เพราะข้าต้องทำในสิ่งที่ควรทำ”
ซุนหงอคงสามารถกำจัดปีศาจกระดูกขาวได้ และช่วยพระถังซัมจั๋งออกมา พระถังซัมจั๋งจึงเริ่มเข้าใจว่า ซุนหงอคงไม่ได้เป็นเพียงนักรบ แต่เป็นศิษย์ที่แท้จริงของเขา
นี่เป็นเพียงหนึ่งใน 81 ด่านแห่งการทดสอบ ที่คณะเดินทางต้องเผชิญก่อนจะถึงชมพูทวีป
และระหว่างทาง พวกเขาจะได้เรียนรู้ ไม่เพียงแต่การต่อสู้กับปีศาจภายนอก แต่คือการเอาชนะจิตใจของตัวเอง
หลังจากเดินทางผ่านภูเขาสูง แม่น้ำกว้าง และป่าลึก ฝ่าฟันปีศาจและบททดสอบถึง 81 ด่าน ในที่สุด พระถังซัมจั๋งและศิษย์ทั้งสามก็มาถึงชมพูทวีป จุดหมายปลายทางของพวกเขาคือ วัดนาลันทา ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก คำสอนศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าประทานแก่โลกมนุษย์
เมื่อพวกเขาเข้าไปยังวัด เทพผู้พิทักษ์กล่าวว่า “เจ้าผ่านการทดสอบมามากมาย แต่ก่อนจะได้รับพระไตรปิฎก เจ้าต้องมอบของกำนัลแก่เราเสียก่อน”
พระถังซัมจั๋งตกตะลึงศาสนาไม่ใช่เรื่องของการซื้อขาย แล้วเหตุใดพระไตรปิฎกจึงต้องแลกมาด้วยของกำนัล?
ซุนหงอคงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “พวกเราเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ แล้วจะให้เราจ่ายค่าผ่านทางรึ?”
พระถังซัมจั๋งสงบนิ่ง คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นบาตรเปล่า ของตนให้เทพผู้พิทักษ์ “นี่คือสิ่งเดียวที่ข้ามี ข้ามิได้มีทรัพย์สินใดติดตัวมา มีเพียงจิตใจที่ศรัทธาและความตั้งใจที่จะเผยแผ่พระธรรม”
เทพผู้พิทักษ์หัวเราะ “นั่นแหละคือคำตอบที่แท้จริง เจ้าผ่านบททดสอบสุดท้ายแล้ว”
ในที่สุด พระถังซัมจั๋งได้รับพระไตรปิฎก และทั้งสี่ออกเดินทางกลับจีน ระหว่างทางกลับ พระยูไลทรงปรากฏตัวและกล่าวว่า
“พวกเจ้าผ่านบททดสอบทั้งหมดแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าจะได้รับผลแห่งการเดินทางนี้” พระยูไลประกาศให้แต่ละคนได้รับรางวัลแห่งบุญกุศลของตน
- พระถังซัมจั๋ง ได้รับการแต่งตั้งเป็น พระอรหันต์ บรรลุพุทธภาวะเพราะความศรัทธาและความอดทนที่มั่นคง
- ซุนหงอคง ได้รับการยกโทษจากความผิดในอดีต และได้รับตำแหน่ง “พุทธะผู้ตื่นรู้” เพราะเขาได้เอาชนะอัตตาของตนเองและเรียนรู้ว่าพลังที่แท้จริงคือความเมตตาและการควบคุมจิตใจ
- ตือโป๊ยก่าย แม้จะยังเต็มไปด้วยกิเลส แต่เพราะเขาช่วยเหลือคณะเดินทาง พระยูไลจึงให้เขาเป็น เทพแห่งอาหาร เพื่อรับใช้มนุษย์และเรียนรู้จากการให้
- ซัวเจ๋ง ได้รับตำแหน่งเทพพิทักษ์พระธรรม เพราะความอดทนและความซื่อสัตย์ของเขา
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นพระยูไลชี้ให้พวกเขามองย้อนกลับไปตลอดการเดินทาง “การเดินทางครั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อนำพระไตรปิฎกกลับมา แต่เป็นการเดินทางของจิตใจ การเติบโตมิได้มาจากการเอาชนะศัตรู แต่คือการเอาชนะตนเอง”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การเดินทางที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงภายใน คณะเดินทางไม่ได้เพียงแค่ไปนำพระไตรปิฎกกลับมา แต่พวกเขาต่างต้องเผชิญกับบททดสอบที่ทำให้เติบโตขึ้น ทุกอุปสรรคที่พวกเขาผ่านไปได้ ไม่ใช่แค่เพราะพลังหรือสติปัญญา แต่เพราะพวกเขาได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและเอาชนะตัวเอง
พลังที่แท้จริงไม่ใช่ความแข็งแกร่ง แต่คือการควบคุมตนเอง ซุนหงอคงมีพลังมหาศาลตั้งแต่ต้น แต่เขาใช้มันด้วยความโอหังและทะนงตน จนกระทั่งเขาได้เรียนรู้ว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงคือ การรู้จักใช้พลังเพื่อปกป้อง ไม่ใช่เพื่อครอบครอง
ศรัทธาและความอดทนเป็นสิ่งที่นำพาไปสู่จุดหมาย พระถังซัมจั๋งเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ไม่มีพลังเวทหรือความสามารถในการต่อสู้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาเดินทางจนสำเร็จคือศรัทธาอันแน่วแน่และความอดทนไม่ย่อท้อ
กิเลสเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และควบคุม ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัด ตือโป๊ยก่ายเต็มไปด้วยความโลภและความลุ่มหลง แต่เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง มนุษย์ไม่สามารถตัดขาดจากกิเลสได้ แต่สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างไม่ให้ถูกครอบงำ
ความจงรักภักดีและความอดทนนำไปสู่ผลสำเร็จ ซัวเจ๋งอาจไม่โดดเด่นเท่าซุนหงอคงหรือตือโป๊ยก่าย แต่เขาเป็นผู้ที่มั่นคง ซื่อสัตย์ และอดทน สิ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าที่ทำให้เขามีบทบาทสำคัญในคณะเดินทาง
อุปสรรคภายนอกไม่สำคัญเท่ากับอุปสรรคภายใน คณะเดินทางต้องต่อสู้กับปีศาจมากมาย แต่ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือ ความกลัว ความโกรธ ความอ่อนแอ และอัตตาภายในตัวเอง
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋ว (อังกฤษ: Journey to the West) เป็นหนึ่งในวรรณกรรมคลาสสิกของจีน ถูกเขียนขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงโดยอู๋เฉิงเอิน ซึ่งดัดแปลงจากเรื่องราวของพระถังซัมจั๋งหรือพระเสวียนจั้ง พระภิกษุที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ สมัยราชวงศ์ถัง พระเสวียนจั้งออกเดินทางไปอินเดียเพื่อนำพระไตรปิฎกกลับมายังจีน และเรื่องราวของเขาได้ถูกเล่าขานจนกลายเป็นตำนาน
ไซอิ๋วเป็นมากกว่าการเดินทางทางกายภาพ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการแสวงหาความรู้และการหลุดพ้นจากกิเลส วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ เต๋า และแนวคิดขงจื๊อ โดยตัวละครหลักทั้งสี่ตัวแทนด้านต่าง ๆ ของจิตมนุษย์ พระถังซัมจั๋งเป็นตัวแทนของศรัทธาและปัญญา ซุนหงอคงเป็นตัวแทนของอัตตาและจิตที่ยังไม่ถูกขัดเกลา ตือโป๊ยก่ายเป็นสัญลักษณ์ของกิเลสและความลุ่มหลง ส่วนซัวเจ๋งเป็นตัวแทนของความอดทนและความซื่อสัตย์
ในขณะที่เรื่องราวเล่าถึงการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก คณะเดินทางต้องเผชิญปีศาจและอุปสรรคมากมาย ซึ่งแต่ละอุปสรรคเป็นตัวแทนของบททดสอบทางจิตวิญญาณที่ทุกคนต้องเผชิญเพื่อเติบโต แม้จะมีพลังมหาศาล แต่ซุนหงอคงต้องเรียนรู้ว่าพลังที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเอาชนะศัตรูภายนอก แต่คือการควบคุมตนเอง ในขณะที่พระถังซัมจั๋งแม้จะอ่อนแอ แต่ด้วยศรัทธาอันแน่วแน่ของเขา ทำให้เขาสามารถนำพาทุกคนไปสู่จุดหมาย
นิทานพื้นบ้านจีนเรื่องไซอิ๋วได้รับการดัดแปลงเป็นละคร นิยายภาพ ภาพยนตร์ และซีรีส์มากมาย ทั้งในจีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ เช่น ซีรีส์จีนปี 1986 ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด หรือแม้แต่การ์ตูนอย่าง ดราก้อนบอล ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากซุนหงอคง แม้เวลาจะผ่านไป แต่วรรณกรรมเรื่องนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางทางจิตวิญญาณ การเอาชนะตนเอง และการเติบโตทั้งทางร่างกายและจิตใจ
“พลังที่ยิ่งใหญ่ไม่อาจเอาชนะทุกสิ่งได้ แต่จิตใจที่รู้จักเปลี่ยนแปลงตนเองต่างหาก ที่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งโชคชะตา”