ณ เยอรมนีมีตำนานนิทานพื้นบ้านสากลเล่าต่อกันมา ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงนิทานหรือความจริงที่ถูกเล่าขานผ่านกาลเวลา เมืองฮาเมลิน เคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและสงบสุข จนกระทั่งวันหนึ่ง เหตุการณ์ประหลาดได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ผู้คนต่างหวาดกลัว และเมื่อความสิ้นหวังมาถึงจุดสูงสุด ชายลึกลับผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าจะช่วยเหลือเมืองให้พ้นจากหายนะ
แต่ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี ๆ เมื่อข้อตกลงถูกทำลาย สิ่งที่ฮาเมลินต้องสูญเสียกลับมีค่ามากกว่าที่พวกเขาเคยคาดคิด และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น ได้กลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากประวัติศาสตร์ กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องคนเป่าขลุ่ยแห่งเมืองฮาเมลิน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องคนเป่าขลุ่ยแห่งเมืองฮาเมลิน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอดีตกาล เมืองฮาเมลิน เคยเป็นเมืองที่งดงาม ถนนปูด้วยหินสีเทา บ้านเรือนเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำเวเซอร์ ผู้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
จนกระทั่งวันหนึ่ง… ฝันร้ายเริ่มต้นขึ้น หนู! หนูเต็มเมืองไปหมด!
พวกมันคลานออกจากรอยแยกของกำแพง พุ่งทะลักจากท่อระบายน้ำ และไต่ตามถนนเหมือนกระแสน้ำเชี่ยว พวกมันกัดกินข้าวสาลีในยุ้งฉาง แทะขนมปังจากเตาอบ และแม้แต่ปีนขึ้นไปบนเปลเด็กเพื่อแย่งนม!
ไม่มีที่ใดปลอดภัยร้านค้า โรงเรียน โบสถ์ ทุกแห่งเต็มไปด้วยเสียงแหลมเล็กของพวกมัน
“เราต้องทำอะไรสักอย่าง!” ชาวเมืองร้องขอความช่วยเหลือ
นายกเทศมนตรีและสภาเมืองประชุมกันเป็นการด่วน พวกเขาลองทุกวิธีดักหนู ใช้แมว ปูพิษตามซอกมุม แต่ยิ่งฆ่าไปเท่าไหร่ หนูยิ่งเพิ่มขึ้นราวกับปีศาจแบ่งร่างได้
ความหวังของชาวเมืองกำลังจะหมดลง… จนกระทั่งเขาปรากฏตัวขึ้น
บ่ายวันหนึ่ง ท่ามกลางความสิ้นหวังของเมืองฮาเมลิน ชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาท่ามกลางฝูงชน
เสื้อคลุมของเขามีสีสันสดใสเหมือนสายรุ้ง ดวงตาของเขาคมกริบและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ในมือของเขามีขลุ่ยไม้เล็ก ๆ ที่ดูธรรมดา แต่มีบางอย่างน่าขนลุกซ่อนอยู่ในแววตาของเขา
“ท่านผู้เจริญ ข้ามาเพื่อช่วยเมืองของท่าน” ชายลึกลับกล่าวกับนายกเทศมนตรี “ข้าสามารถกำจัดหนูพวกนี้ให้หมดสิ้น แต่ต้องมีค่าตอบแทน”
“ท่านต้องการเท่าใด?” นายกเทศมนตรีถาม คนเป่าขุล่ยยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวเสียงเรียบ “หนึ่งพันเหรียญทอง”
แม้จะเป็นเงินจำนวนมาก แต่เมื่อชั่งน้ำหนักกับการได้เมืองคืนมา นายกเทศมนตรีและชาวเมืองก็รีบตอบตกลง แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า พวกเขาเพิ่งทำข้อตกลงกับพลังที่พวกเขาไม่อาจควบคุมได้
จากนั้นคนเป่าขุล่ยก็นำขลุ่ยขึ้นแนบริมฝีปาก… และเป่าเสียงเพลงที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน
ท่วงทำนองนั้นน่าขนลุก อ่อนหวาน แต่ทรงพลัง ทันใดนั้น… หนูทุกตัวในเมืองก็หยุดนิ่ง
ดวงตาเล็ก ๆ ของพวกมันเบิกกว้าง และเหมือนต้องมนตร์ พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกันพวกมันวิ่งตามชายลึกลับออกจากเมือง!
ชาวเมืองยืนอ้าปากค้าง พวกเขาไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง หนูนับพัน นับหมื่นตัว แห่กันตามคนเป่าขุล่ยไปเหมือนถูกพลังลึกลับบงการ เขาเดินนำพวกมันไปสู่แม่น้ำเวเซอร์
และเมื่อเขาเป่าโน้ตสุดท้าย หนูทั้งหมดก็กระโจนลงน้ำ… และจมหายไป ไม่มีแม้แต่ตัวเดียวที่รอดกลับมา
เมืองฮาเมลินรอดพ้นจากภัยพิบัติแล้ว แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ฝันร้ายที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น…

เมืองฮาเมลินกลับสู่ความสงบ ไม่มีหนูสักตัวหลงเหลือ ทุกบ้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความโล่งใจ นายกเทศมนตรีและเหล่าผู้อาวุโสนั่งประชุมกันในศาลาว่าการ
“เขาแค่เป่าขลุ่ย ทำไมต้องให้ตั้งพันเหรียญทองด้วย” ชายคนหนึ่งกระซิบ
“ใช่ เขาไม่ต้องออกแรงเลยสักนิด เราน่าจะจ่ายแค่ครึ่งเดียว” อีกคนเสริม
ในที่สุด เมื่อคนเป่าขลุ่ยกลับมาทวงค่าตอบแทน นายกเทศมนตรีก็กล่าวด้วยรอยยิ้มเยาะ “เงินพันเหรียญทองมันมากเกินไป เจ้าทำงานง่ายนิดเดียว เอานี่ไปซะห้าสิบเหรียญก็พอ”
เมืองฮาเมลินกลับสู่ความสงบ ไม่มีหนูสักตัวหลงเหลือ ทุกบ้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความโล่งใจ นายกเทศมนตรีและเหล่าผู้อาวุโสนั่งประชุมกันในศาลาว่าการ
“เขาแค่เป่าขลุ่ย ทำไมต้องให้ตั้งพันเหรียญทองด้วย” ชายคนหนึ่งกระซิบ
“ใช่ เขาไม่ต้องออกแรงเลยสักนิด เราน่าจะจ่ายแค่ครึ่งเดียว” อีกคนเสริม
ในที่สุด เมื่อคนเป่าขลุ่ยกลับมาทวงค่าตอบแทน นายกเทศมนตรีก็กล่าวด้วยรอยยิ้มเยาะ “เงินพันเหรียญทองมันมากเกินไป เจ้าทำงานง่ายนิดเดียว เอานี่ไปซะห้าสิบเหรียญก็พอ”
คนเป่าขุล่ยหรี่ตา มองรอบห้องอย่างช้า ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปาก “ท่านล้อข้าเล่นหรือ?”
“เจ้าไล่หนูไปก็จริง แต่ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น” นายกเทศมนตรีหัวเราะเบา ๆ “จงพอใจในสิ่งที่ได้รับเถอะ”
ใบหน้าของชายลึกลับเปลี่ยนไปทันที แววตาของเขาเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง เสียงของเขาราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยบางอย่างที่ทำให้ทุกคนขนลุก “พวกท่านได้ทำผิดมหันต์”
เขาหมุนตัวออกจากศาลาว่าการ เดินผ่านจัตุรัสเมือง ทิ้งร่องรอยของความเงียบงันไว้เบื้องหลัง
คืนถัดมา ทุกอย่างดูเหมือนปกติ จนกระทั่ง… เสียงขลุ่ยดังขึ้นอีกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น เมืองฮาเมลินตกอยู่ในความเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงเด็กหัวเราะ ไม่มีเด็กวิ่งเล่นตามถนน
ผู้เป็นพ่อแม่เริ่มกังวล พวกเขาเปิดประตูห้องเด็ก วิ่งไปยังจัตุรัส แต่ไม่พบลูกของตัวเองแม้แต่คนเดียว
เด็ก ๆ ทั้งเมือง… หายไปหมดแล้ว
ชาวเมืองหวาดกลัว วิ่งพล่านไปทั่ว ค้นหาทั่วทุกมุมเมือง แต่ไม่มีร่องรอยของเด็กแม้แต่น้อย ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีรอยเท้า มีเพียงความว่างเปล่าที่ปกคลุมไปทั่วฮาเมลิน
บางคนบอกว่า พวกเขาถูกพาเข้าไปในภูเขาลึก แล้วหายไปตลอดกาล
บางคนเล่าว่า มีเด็กพิการเพียงคนเดียวที่ตามคนเป่าขลุ่ยไปไม่ทัน เขากลับมาเล่าให้ฟังว่า คนเป่าขลุ่ยเดินนำเด็ก ๆ ไปตามเสียงเพลง ผ่านประตูหินบานหนึ่งที่เปิดออกเอง แล้วปิดลง… และไม่เคยเปิดอีกเลย
เมืองฮาเมลินสูญเสียลูกหลานของพวกเขาไป เพราะความโลภและการผิดคำสัญญา
นับแต่นั้นมา ไม่มีใครได้ยินเสียงขลุ่ยวิเศษนั้นอีกเลย
แต่หากค่ำคืนใดมีสายลมแผ่วเบาพัดผ่านเมืองเก่าแก่แห่งนี้ บางคนบอกว่า พวกเขายังได้ยินเสียงท่วงทำนองอันเศร้าสร้อยลอยมากับสายลม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คำสัญญาคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมืองฮาเมลินต้องสูญเสียสิ่งล้ำค่าที่สุดเพราะพวกเขาทรยศคำพูดของตัวเอง การไม่รักษาสัญญาอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่อาจย้อนคืน
ความโลภนำมาซึ่งหายนะ นายกเทศมนตรีและชาวเมืองเลือกเก็บเงินไว้กับตัว มากกว่าทำสิ่งที่ถูกต้อง ท้ายที่สุดพวกเขาสูญเสียมากกว่าที่เคยคาดคิด
อย่าดูถูกพลังที่เราไม่เข้าใจ นักเป่าขลุ่ยไม่ใช่แค่ชายธรรมดา และพวกเขาคิดผิดที่เชื่อว่าตนเองควบคุมเขาได้ บางสิ่งในโลกนี้มีพลังมากเกินกว่าที่มนุษย์จะหยั่งถึง
ผลของการกระทำอาจย้อนกลับมาหาเราเสมอ เมืองที่เคยทรยศและหัวเราะเยาะ ต้องเผชิญกับบทเรียนที่โหดร้าย ความผิดที่พวกเขาก่อ ไม่อาจลบล้างได้ตลอดกาล
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องคนเป่าขลุ่ยแห่งเมืองฮาเมลิน (อังกฤษ: The Pied Piper of Hamelin) เป็นนิทานพื้นบ้านของเยอรมนีที่มีบันทึกเก่าแก่ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 13 และแตกต่างจากนิทานทั่วไปตรงที่อาจมีพื้นฐานจากเหตุการณ์จริง
เรื่องราวมีบันทึกเก่าแก่ที่สุดในเมืองฮาเมลิน (Hamelin) ทางตอนเหนือของเยอรมนี ในปี 1284 มีจารึกบนกระจกหน้าต่างของโบสถ์ในเมืองที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เด็กจำนวนมากหายตัวไปอย่างลึกลับ แต่หน้าต่างนั้นแตกไปในศตวรรษที่ 17
นอกจากนี้ ยังมีบันทึกจากเอกสารโบราณที่เขียนว่า “ในปี 1284 นักเป่าขลุ่ยผู้แต่งกายฉูดฉาดพาเด็ก 130 คนออกจากฮาเมลิน และพวกเขาหายตัวไป” แต่ไม่มีรายละเอียดว่าทำไมเด็ก ๆ ถึงหายไป ซึ่งทำให้เกิดทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเรื่องนี้
- ภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือโรคระบาด บางทฤษฎีเชื่อว่า เด็ก ๆ ในฮาเมลินอาจเสียชีวิตจากโรคระบาด เช่น กาฬโรค Pied Piper อาจเป็นสัญลักษณ์ของความตาย เช่นเดียวกับภาพ Grim Reaper ที่นำวิญญาณจากโลกนี้ไป
- สงครามหรือการอพยพครั้งใหญ่ อีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า เด็ก ๆ อาจไม่ได้หายไปจริง ๆ แต่ถูกเกณฑ์ทหารหรือถูกพาออกจากเมืองเพื่อไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในยุคกลาง อาจเกี่ยวข้องกับ “German Eastward Expansion” ที่ชาวเยอรมันอพยพไปยังยุโรปตะวันออก
- ลัทธิทางศาสนา นักวิชาการบางคนเชื่อว่า Pied Piper อาจเป็นผู้นำลัทธิที่พาเด็ก ๆ ออกจากเมืองเพื่อไปสู่ “ดินแดนแห่งคำสัญญา” ซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการทางศาสนาในยุคนั้น
นิทานเรื่องนี้ถูกเล่าขานผ่านยุคสมัยและถูกนำมาเขียนเป็นนิทานโดยพี่น้องกริมม์ (Brothers Grimm) ในศตวรรษที่ 19 ก่อนจะได้รับการเล่าต่อและดัดแปลงในวรรณกรรม บทกวี และภาพยนตร์มากมาย
หนึ่งในเวอร์ชันที่โด่งดังที่สุดคือบทกวี “The Pied Piper of Hamelin” ของโรเบิร์ต บราวนิง (Robert Browning) ในปี 1842 ซึ่งช่วยให้เรื่องนี้กลายเป็นนิทานคลาสสิกที่รู้จักไปทั่วโลก
ปัจจุบันเมืองฮาเมลินยังคงอนุรักษ์เรื่องราวของนักเป่าขลุ่ยเอาไว้ มีทั้งรูปปั้น ถนน และเทศกาล ที่เล่าขานถึงนิทานนี้ นักท่องเที่ยวสามารถไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น “Rattenfängerhaus” (บ้านของนักเป่าขลุ่ย) และชมการแสดงเรื่องนี้ในเมืองทุกปี
แม้จะเป็นเพียงนิทานพื้นบ้าน แต่ยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ลึกลับและน่าขนลุกที่สุดของเยอรมนี ซึ่งไม่มีใครรู้ว่า มันเป็นเพียงตำนาน… หรือเรื่องจริงที่ถูกลืมไปตามกาลเวลา
“สัญญาที่ผิดเพียงครั้ง อาจต้องแลกด้วยสิ่งที่ไม่มีวันได้คืน”