นานมาแล้ว ในอาณาจักรอันห่างไกล ตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากเยอมนี ว่ามีพระราชวังงดงามตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและป่าลึก ดอกไม้ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ แม่น้ำใสไหลรินผ่านท้องทุ่งกว้าง และหิมะขาวโพลนปกคลุมยอดเขาในฤดูหนาว ทว่า ภายในวังที่สวยงามนั้น กลับมีเรื่องราวที่มิได้งดงามเหมือนภาพภายนอก
ภายใต้หลังคาอันวิจิตรและกำแพงสูงตระหง่าน มีเสียงกระซิบของความริษยา ความงามที่ควรเป็นพรกลับกลายเป็นเหตุแห่งภัยอันตราย และโชคชะตาของหญิงสาวผู้หนึ่งก็กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสโนว์ไวท์

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสโนว์ไวท์
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรอันห่างไกล พระราชินีองค์หนึ่งประทับอยู่ริมหน้าต่าง พระนางกำลังปักผ้าด้วยไหมสีแดง ทันใดนั้น พระนางเผลอทำเข็มทิ่มนิ้ว หยดเลือดสีแดงสดร่วงลงบนหิมะขาวนอกหน้าต่าง
“หากข้ามีลูกสาว ข้าปรารถนาให้เด็กน้อยมีผิวขาวดังหิมะ ริมฝีปากแดงดั่งเลือด และเส้นผมดำขลับราวไม้มะเกลือ” พระนางกระซิบกับสายลม
ไม่นาน พระนางให้กำเนิดเจ้าหญิงน้อย ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาดั่งที่พระนางเคยอธิษฐาน พระราชาตั้งพระนามให้ว่า “สโนว์ไวท์” แต่ไม่นานหลังจากนั้น พระราชินีสิ้นพระชนม์ พระราชาผู้เศร้าโศกได้อภิเษกใหม่กับหญิงงามผู้หนึ่ง นางงามสง่าแต่ใจหยิ่งทระนง
ราชินีองค์ใหม่นี้มีกระจกวิเศษ ที่สามารถบอกความจริงทุกประการ นางถามกระจกทุกวัน “กระจกวิเศษเอ๋ย จงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี?” กระจกตอบเสมอว่า “โอ้ พระราชินี พระองค์งามที่สุดในปฐพี”
จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อสโนว์ไวท์เติบโตขึ้นเป็นเด็กสาวที่งามสง่า ราชินีถามกระจกตามปกติ แต่ครั้งนี้ คำตอบกลับเปลี่ยนไป “โอ้ พระราชินี พระองค์งามที่สุด… แต่เจ้าหญิงสโนว์ไวท์งามกว่าพระองค์”
ราชินีโกรธเกรี้ยว นางอิจฉาความงามของสโนว์ไวท์จนคิดจะกำจัดนาง นางสั่งให้นายพรานพาสโนว์ไวท์ไปที่ป่าลึกและฆ่านางเสีย “พาเด็กคนนี้ไปให้พ้นตา แล้วจงนำหัวใจของนางกลับมาให้ข้าเป็นหลักฐาน!” ราชินีสั่งเสียงเย็นเยียบ
นายพรานพาสโนว์ไวท์ออกไปยังป่าทึบ เขาชักมีดขึ้นมา แต่เมื่อสบตาเด็กหญิง เขาก็รู้สึกสงสารเกินกว่าจะทำตามคำสั่ง “หนีไปเถิด เจ้าหญิง! ไปให้ไกลที่สุด อย่ากลับมาอีก!”
สโนว์ไวท์หวาดกลัว เธอรีบวิ่งเข้าไปในป่า ฝ่ากิ่งไม้หนามและความมืดมิด เบื้องหลังของเธอ นายพรานสังหารกวางตัวหนึ่งแทน และนำหัวใจของมันกลับไปให้ราชินี
สโนว์ไวท์วิ่งอย่างไร้จุดหมาย ขาของเธอสั่น แต่เธอไม่กล้าหยุด หัวใจเต้นแรงด้วยความกลัว จนกระทั่งเธอพบกระท่อมเล็ก ๆ หลังหนึ่งกลางป่า
เธอเคาะประตูเบา ๆ แต่ไม่มีเสียงตอบ สโนว์ไวท์ผลักประตูเข้าไป ภายในมีข้าวของเล็ก ๆ น่ารัก โต๊ะเล็ก ๆ จัดเรียงจานไว้เจ็ดใบ เตียงนอนเล็ก ๆ เจ็ดเตียง “ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีใครอยู่” เธอพึมพำ ก่อนจะเดินไปหาอาหาร
บนโต๊ะมีขนมปังและน้ำผึ้ง สโนว์ไวท์หิวจนทนไม่ไหว เธอชิมขนมปังชิ้นหนึ่ง ดื่มน้ำจากแก้วใบเล็ก ๆ และเอนตัวลงนอนบนเตียงที่พอดีกับขนาดตัวเธอ
คืนนั้นเองเจ้าของกระท่อมกลับมา พวกเขาคือคนแคระทั้งเจ็ด พวกเขาเป็นคนขุดเหมืองแร่ในภูเขา และต่างแปลกใจที่พบเด็กสาวอยู่ในบ้านของตน
“ใครมากินขนมปังของพวกเรา?” คนแคระคนหนึ่งถาม
“ใครมานั่งเก้าอี้ของพวกเรา?” อีกคนเอ่ยขึ้น
“ใครนอนอยู่บนเตียงของเรา?” คนสุดท้ายพูดขึ้นพร้อมชี้ไปที่สโนว์ไวท์
สโนว์ไวท์สะดุ้งตื่นขึ้นมา เธอตกใจที่เห็นชายตัวเล็ก ๆ ยืนล้อมเธออยู่ แต่พวกเขาดูใจดี สโนว์ไวท์จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พวกเขาฟัง “โอ้ เจ้าช่างโชคร้ายนัก” คนแคระคนหนึ่งถอนหายใจ
“เจ้าจะอยู่กับพวกเราได้นะ” คนแคระอีกคนกล่าว “แต่มีข้อแม้ เจ้าต้องช่วยเราทำงานบ้าน และที่สำคัญที่สุด…ห้ามเปิดประตูรับคนแปลกหน้าเด็ดขาด!”
สโนว์ไวท์ยิ้มและพยักหน้า เธอรู้สึกปลอดภัยเป็นครั้งแรกหลังจากหนีจากวัง
แต่ในขณะเดียวกัน ที่พระราชวัง ราชินีได้ถามกระจกวิเศษอีกครั้ง “กระจกวิเศษเอ๋ย จงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี?” และคำตอบที่ได้รับ ทำให้ราชินีตัวสั่นด้วยความโกรธ
“โอ้ พระราชินี พระองค์งามที่สุด… แต่เจ้าหญิงสโนว์ไวท์ ซึ่งอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ด ยังคงงามกว่าพระองค์”
“นังเด็กนั่นยังไม่ตายหรือ?” ราชินีคำรามด้วยเสียงเย็นเยียบ ในแววตาของนาง ส่องประกายไปด้วยแผนร้าย…
หลังจากกระจกวิเศษบอกความจริง ราชินีโกรธจนแทบขาดใจ นางไม่อาจยอมให้สโนว์ไวท์มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ นางตัดสินใจปลอมตัวเป็นหญิงชรา และเดินทางไปยังกระท่อมของคนแคระ
วันรุ่งขึ้น ขณะที่คนแคระออกไปทำงาน สโนว์ไวท์อยู่บ้านตามลำพัง จู่ ๆ ก็มีหญิงชราเดินมาที่หน้าประตู นางถือริบบิ้นลูกไม้สีสวยในมือ
“เด็กน้อย เจ้าสวยจริง ๆ แต่จะงามกว่านี้ถ้าได้รัดเอวให้แน่นด้วยริบบิ้นนี้ เจ้าจะลองดูไหม?” หญิงชรากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
สโนว์ไวท์ไม่เอะใจ เธอเปิดประตูรับหญิงชราเข้ามาและยอมให้มัดริบบิ้นรอบเอว แต่ทันทีที่หญิงชรารัดแน่นขึ้น ร่างของสโนว์ไวท์ก็แน่นิ่งไป “ฮ่า ๆ ๆ! คราวนี้เจ้าไม่รอดแน่!” ราชินีหัวเราะสะใจ ก่อนจะรีบจากไป
ไม่นาน คนแคระกลับมาและพบร่างของสโนว์ไวท์ พวกเขาตกใจและรีบแกะริบบิ้นออก สโนว์ไวท์กลับมาหายใจอีกครั้ง “เจ้าต้องระวังตัวให้มากขึ้นนะ! อย่าเปิดประตูให้ใครอีก!” คนแคระเตือน
แต่ราชินีไม่ยอมแพ้ นางกลับไปที่วังและถามกระจกอีกครั้ง “โอ้ พระราชินี พระองค์งามที่สุด… แต่เจ้าหญิงสโนว์ไวท์ ซึ่งอาศัยอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ด ยังคงงามกว่าพระองค์”
ราชินีโกรธจนแทบคลั่ง นางคิดแผนใหม่ นางปลอมตัวเป็นหญิงขายของและนำหวีอาบยาพิษ ไปที่กระท่อมของคนแคระ “ดูสิ หวีอันนี้สวยมาก! มันจะทำให้เส้นผมของเจ้าดูเงางามขึ้น” หญิงชรากล่าวพลางยื่นหวีให้
สโนว์ไวท์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายเธอก็เผลอเปิดประตูรับหวี หญิงชราวางหวีลงบนศีรษะของเธอ และทันใดนั้น พิษจากหวีซึมเข้าไปในหนังศีรษะ สโนว์ไวท์ล้มลงทันที ราชินียิ้มอย่างพอใจแล้วเดินจากไป
โชคดีที่คนแคระกลับมาทันเวลา พวกเขานำหวีออกจากศีรษะของสโนว์ไวท์ และเธอก็ฟื้นคืนสติ “ครั้งนี้ข้าจะไม่เปิดประตูให้ใครอีกแล้ว!” สโนว์ไวท์สาบาน
แต่ราชินียังไม่ยอมแพ้! นางกลับไปที่วัง ถามกระจกอีกครั้ง และได้รับคำตอบเดิม “นังเด็กนั่นยังไม่ตายอีกหรือ?! คราวนี้มันต้องจบ!” ราชินีคำราม
นางจัดเตรียมแผนสุดท้ายแอปเปิลอาบยาพิษ ครึ่งหนึ่งเป็นแอปเปิลแดงสดใส อีกครึ่งหนึ่งเป็นแอปเปิลธรรมดา พิษมีผลเฉพาะส่วนสีแดง
นางปลอมตัวเป็นหญิงแก่ใจดีและเดินไปที่กระท่อมอีกครั้ง “เจ้าคงเบื่ออาหารเดิม ๆ ลองแอปเปิลลูกนี้สิ หวานอร่อยมาก!”
สโนว์ไวท์ลังเล แต่เมื่อเห็นหญิงชรากัดฝั่งที่ไม่มีพิษ เธอจึงไม่สงสัย และกัดแอปเปิลเข้าปาก ทันใดนั้น เธอล้มลงกับพื้น ดวงตาปิดสนิท
ครั้งนี้ คนแคระกลับมาแล้วช่วยเธอไม่ได้อีกต่อไป พวกเขาเสียใจอย่างสุดซึ้งและตัดสินใจสร้างโลงแก้วให้เธอ วางร่างของเธอไว้ในป่า

หลายวันผ่านไปเจ้าชายจากอาณาจักรใกล้เคียง เดินทางผ่านป่า และพบโลงแก้วที่มีหญิงสาวงดงามนอนอยู่ภายใน “หญิงสาวคนนี้เป็นใครกัน? เหตุใดนางจึงงดงามถึงเพียงนี้?” เจ้าชายเอ่ยขึ้น
คนแคระเล่าเรื่องของสโนว์ไวท์ให้ฟัง เจ้าชายหลงรักเธอทันทีและกล่าวกับคนแคระ “ข้าขอพานางไปที่วังของข้า ข้าจะดูแลนางอย่างดีที่สุด”
คนแคระลังเลแต่สุดท้ายก็ยอมตกลง พวกเขายกโลงแก้วขึ้นเพื่อเคลื่อนย้ายไปที่วังของเจ้าชาย แต่ขณะที่เคลื่อนย้ายไปบนถนนขรุขระโลงสะเทือน และทำให้ชิ้นแอปเปิลพิษหลุดออกจากลำคอของสโนว์ไวท์
ทันใดนั้น สโนว์ไวท์ลืมตาขึ้น! เธอไอออกมาและหายใจอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้น? ข้าอยู่ที่ไหน?” สโนว์ไวท์ถามด้วยความสับสน
“เจ้าปลอดภัยแล้ว เจ้าหญิง ข้าคือเจ้าชาย ข้าพบเจ้าหลับใหลอยู่ในโลงแก้ว และข้าดีใจเหลือเกินที่เจ้าได้ฟื้นคืนมา”
สโนว์ไวท์รู้สึกซาบซึ้ง เธอยิ้มให้เจ้าชาย และในที่สุด เจ้าชายก็ขอเธอแต่งงาน “เจ้าจะไปอยู่กับข้าที่วังได้หรือไม่?”
สโนว์ไวท์ยิ้มและตอบอย่างยินดี “ข้าตกลง!”
ข่าวการแต่งงานของสโนว์ไวท์และเจ้าชายแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร รวมถึงไปถึงหูของราชินีใจร้าย
นางถามกระจกวิเศษอีกครั้ง “กระจกวิเศษเอ๋ย จงบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี?” และคำตอบของกระจก ทำให้นางแทบหยุดหายใจ “โอ้ พระราชินี พระองค์งามที่สุด… แต่ราชินีองค์ใหม่ งามกว่าพระองค์”
ราชินีตกใจ เมื่อรู้ว่าสโนว์ไวท์ยังมีชีวิตอยู่ และกำลังจะเป็นราชินีของอาณาจักรข้างเคียง นางรีบไปที่พระราชวังของเจ้าชาย
แต่สิ่งที่รอคอยนางอยู่ ไม่ใช่การต้อนรับอย่างดี… แต่เป็นบทลงโทษที่นางสมควรได้รับ
ราชินีใจร้ายเดินทางไปยังพระราชวังของเจ้าชาย นางคิดว่านางยังสามารถใช้เล่ห์กลกำจัดสโนว์ไวท์ได้ แต่เมื่อไปถึง นางกลับพบว่าสโนว์ไวท์ยังมีชีวิต และงดงามกว่าที่เคย
ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าชายได้รู้ความจริงว่าราชินีเป็นผู้พยายามสังหารสโนว์ไวท์หลายครั้ง เขาสั่งให้ทหารจับกุมตัวนางทันที
“เจ้าทำเรื่องเลวร้ายมากมาย เจ้าจะได้รับโทษตามที่เจ้าสมควรได้รับ!” เจ้าชายประกาศต่อหน้าผู้คน
โทษของราชินีคือการถูกบังคับให้สวมรองเท้าเหล็กที่เผาไฟจนร้อนแดง แล้วเต้นรำจนล้มลงสิ้นใจ นางถูกลงโทษในงานแต่งงานของสโนว์ไวท์และเจ้าชายเอง
เมื่อทุกอย่างจบลง สโนว์ไวท์และเจ้าชายก็ครองรักกันอย่างมีความสุข พวกเขาเชิญคนแคระทั้งเจ็ดมาอาศัยอยู่ในวังด้วยกัน
“ข้าคงไม่มีวันนี้ หากไม่ได้พวกเจ้าคอยช่วยเหลือ ข้าขอบคุณจากใจจริง” สโนว์ไวท์กล่าวกับคนแคระ
พวกเขาต่างยิ้มให้กัน และตั้งแต่นั้นมา สโนว์ไวท์ก็กลายเป็นราชินีผู้งดงามและใจดี ปกครองอาณาจักรด้วยความรักและความเมตตา และพวกเขาก็อยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอิจฉาริษยาเป็นสิ่งที่ทำลายตัวเอง ราชินีผู้หมกมุ่นอยู่กับความงามของตนเอง ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และพยายามกำจัดผู้ที่งามกว่าตน สุดท้ายก็ต้องพบกับจุดจบที่เลวร้าย ตรงกันข้ามกับสโนว์ไวท์ที่มีจิตใจดีและบริสุทธิ์ แม้เธอจะเผชิญอันตรายหลายครั้ง แต่เพราะเธอมีน้ำใจและความเมตตา สุดท้ายเธอก็ได้รับความช่วยเหลือและมีชีวิตที่มีความสุข
เรื่องนี้ยังเตือนให้เราอย่าหลงเชื่อคนแปลกหน้าหรือสิ่งที่ดูดีเกินจริง เพราะอาจซ่อนอันตรายไว้ เช่นเดียวกับแอปเปิลพิษที่ดูน่ากินแต่กลับเป็นกับดัก นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าความดีมักได้รับผลตอบแทน ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เหมือนที่สโนว์ไวท์ได้รับความรักจากทั้งคนแคระและเจ้าชายในที่สุด
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องสโนว์ไวท์ (อังกฤษ: Snow White) มีต้นกำเนิดจากนิทานพื้นบ้านประเทศเยอรมณี ก่อนจะถูกบันทึกและเผยแพร่โดย พี่น้องกริมม์ (Grimm Brothers) ในปี 1812 ในนิทานชุด Children’s and Household Tales หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กริมม์ส แฟร์รี่เทลส์” ซึ่งเป็นการรวบรวมนิทานพื้นบ้านจากแหล่งต่าง ๆ ในเยอรมนีและยุโรปกลาง
แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเรื่องนี้มีต้นแบบจากเหตุการณ์จริงหรือไม่ แต่มีข้อสันนิษฐานว่าสโนว์ไวท์อาจได้รับแรงบันดาลใจจากมาเรีย โซเฟีย ฟอน เออร์ธาล (Maria Sophia von Erthal) หญิงสาวชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 18 ซึ่งมีเรื่องราวคล้ายคลึงกับนิทาน โดยเธอมีแม่เลี้ยงที่เข้มงวดและอาศัยอยู่ใกล้กับเหมืองแร่ที่คนงานมีรูปร่างเตี้ยคล้ายคนแคระ อย่างไรก็ตาม นิทานฉบับพี่น้องกริมม์มีการแต่งเติมจินตนาการเพิ่มเข้าไป เช่น กระจกวิเศษ แอปเปิลพิษ และจุดจบของราชินีใจร้าย
นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมากและถูกนำไปดัดแปลงหลายครั้ง โดยเวอร์ชันที่มีชื่อเสียงที่สุดคือภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Snow White and the Seven Dwarfs (สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด) ของดิสนีย์ที่ออกฉายในปี 1937 ซึ่งทำให้เรื่องราวของสโนว์ไวท์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
“ความเมตตาและความอดทนย่อมนำพาสิ่งดีงามมาให้ ในขณะที่ความอิจฉาริษยานำมาซึ่งหายนะ”